หากย้อนเวลากลับไปก่อนศตวรรษที่ 19 คำว่า “Computer” ไม่ได้หมายถึงกล่องวงจรอิเล็กทรอนิกส์ แต่คืออาชีพของมนุษย์ที่นั่งคำนวณตัวเลขและฟังก์ชันตรีโกณมิติด้วยมือซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตารางคณิตศาสตร์และดาราศาสตร์ในยุคนั้นเต็มไปด้วยข้อผิดพลาดจากการคัดลอกและความเหนื่อยล้าของมนุษย์ ซึ่งบางครั้งนำไปสู่ความเสียหายระดับเรืออับปางกลางมหาสมุทร
วันที่ 18 ตุลาคม ค.ศ. 1871 คือวันที่โลกสูญเสีย ชาร์ลส์ แบบเบจ (Charles Babbage) นักคณิตศาสตร์และวิศวกรเครื่องกลชาวอังกฤษ ผู้ตั้งคำถามเปลี่ยนโลกว่า “เหตุใดเราจึงไม่ใช้พลังงานไอน้ำและฟันเฟืองมาคำนวณคณิตศาสตร์แทนมนุษย์?”
แบบเบจริเริ่มสร้าง Difference Engine เครื่องคำนวณกลไกที่อาศัยหลักการทางคณิตศาสตร์ที่เรียกว่า “ระเบียบวิธีผลต่างอันตะ” (Method of Finite Differences) เพื่อสร้างตารางค่าพหุนามโดยไม่ต้องพึ่งพาการคูณหรือหารที่ซับซ้อน แต่ใช้เพียงการบวกซ้ำๆ ของฟันเฟือง จากนั้นเขาได้ต่อยอดสู่จินตนาการที่ล้ำยุคยิ่งกว่าคือ Analytical Engine
Analytical Engine ไม่ใช่แค่เครื่องคิดเลขกลไก แต่มีองค์ประกอบของคอมพิวเตอร์ยุคปัจจุบันอย่างครบถ้วน:
-
The Mill: หน่วยประมวลผลกลาง ทำหน้าที่คำนวณ (เทียบเท่า CPU)
-
The Store: หน่วยเก็บข้อมูลตัวเลข (เทียบเท่า Memory/RAM)
-
Reader & Printer: การป้อนคำสั่งด้วยบัตรเจาะรู (Punched Cards) พร้อมพิมพ์ผลลัพธ์ออกมาบนกระดาษ
แม้แบบเบจจะสร้างเครื่องจักรทั้งสองไม่เสร็จสมบูรณ์ในชั่วชีวิตของเขาเนื่องจากข้อจำกัดทางวิศวกรรมโลหะในยุควิกตอเรียน แต่วิสัยทัศน์ที่เขาทำงานร่วมกับ เอดา เลิฟเลซ (Ada Lovelace) ได้กลายเป็นรากฐานที่จุดประกายให้อลัน ทัวริง (Alan Turing) และนักวิทยาศาสตร์รุ่นหลังสร้างคอมพิวเตอร์ขึ้นมาได้จริงในอีกหนึ่งศตวรรษต่อมา วันที่ 18 ตุลาคม จึงเป็นหมุดหมายเตือนใจถึงพลังของคณิตศาสตร์ประยุกต์ที่เปลี่ยนผ่านโลกสู่ยุคสารสนเทศ

ความคิดเห็น