เกมทฤษฎี: คณิตศาสตร์เบื้องหลังการต่อรอง Climate Deal ยุคหลัง COP30

การประชุม COP30 ในช่วงปลายปี 2025 ได้ปิดฉากลง พร้อมกับความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุด: การแบ่งปัน “งบประมาณคาร์บอน” (Carbon Budget) ที่เหลืออยู่ของโลก แม้เป้าหมาย 1.5 องศาเซลเซียสจะยังคงอยู่บนโต๊ะ แต่คำถามที่ว่า “ใครควรจะเสียสละเท่าไหร่” ได้เปลี่ยนจากการเจรจาทางการทูตไปสู่ปัญหาทางคณิตศาสตร์ที่ซับซ้อน

ในขณะที่โลกกำลังเผชิญหน้ากับความเป็นจริงนี้ “ทฤษฎีเกม” (Game Theory) ได้กลายมาเป็นเครื่องมือสำคัญในการวิเคราะห์ว่าทำไมการบรรลุข้อตกลงที่ยั่งยืนจึงเป็นเรื่องยาก และเราจะออกแบบกลไกแรงจูงใจ (Incentive) ที่ “เป็นธรรม” เพื่อป้องกันการล่มสลายของข้อตกลงได้อย่างไร


1. ปัญหา “พันธมิตรที่ไม่เสถียร” (Coalitional Game Theory)

การเจรจาโลกร้อนคือตัวอย่างคลาสสิกของ ทฤษฎีเกมแบบมีพันธมิตร (Coalitional Game Theory) โดยมี “เกมใหญ่” (Grand Coalition) คือการที่ทุกประเทศร่วมมือกันเพื่อบรรลุเป้าหมายส่วนรวม (การอยู่รอดของอารยธรรม)

  • แก่นของปัญหา (The Core): แนวคิด “The Core” ในทฤษฎีเกมหมายถึงชุดของผลลัพธ์ (การแบ่งงบประมาณ) ที่ “เสถียร” หมายความว่า ไม่มีกลุ่มย่อย (Coalition) ใดๆ ที่สามารถแยกตัวออกไป (defect) แล้วได้ผลประโยชน์มากกว่าการอยู่ในข้อตกลง
  • คำอธิบาย “Trickle Out”: ปรากฏการณ์ที่ประเทศต่างๆ “ทยอยถอนตัว” (trickle out) หรือลดระดับความมุ่งมั่น เกิดขึ้นเมื่อ “The Core” ของเกมว่างเปล่า (empty core)
    • ตัวอย่าง: สมมติว่ากลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมัน (OPEC) คำนวณแล้วพบว่า การแยกตัวออกไปและยังคงผลิตเชื้อเพลิงฟอสซิลต่อไป (แม้จะสร้างความเสียหายต่อสภาพอากาศ) ให้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจระยะสั้นสูงกว่าการเข้าร่วมข้อตกลงและรับ “ส่วนแบ่ง” ที่เป็นธรรม (ซึ่งอาจหมายถึงการสูญเสียรายได้มหาศาล)
    • เมื่อกลุ่มย่อยที่สำคัญกลุ่มหนึ่งถอนตัว “ผลตอบแทน” ของการอยู่ในพันธมิตรใหญ่ก็จะลดลงสำหรับประเทศที่เหลือ ทำให้เกิดการถอนตัวตามมาเป็นโดมิโน นี่คือคณิตศาสตร์ที่อยู่เบื้องหลังความเปราะบางของข้อตกลงพหุภาคี

2. การแบ่งเค้กที่ไม่เท่ากัน (Nash Bargaining Solution)

เมื่อเรารู้แล้วว่าพันธมิตรที่มั่นคงเป็นสิ่งจำเป็น คำถามต่อมาคือ “จะแบ่งงบประมาณคาร์บอนที่เหลืออยู่อย่างไรให้ยุติธรรม?” นี่คือจุดที่ ทางออกการต่อรองของแนช (Nash Bargaining Solution) เข้ามามีบทบาท

  • จุดขู่ (Threat Point): ในการเจรจา แต่ละประเทศมี “จุดขู่” หรือ BATNA (Best Alternative to a Negotiated Agreement) ซึ่งก็คือสิ่งที่พวกเขาจะได้หากข้อตกลงล้มเหลว (เช่น การปล่อยคาร์บอนตามสบายจนกว่าเศรษฐกิจจะล่มสลาย)
  • การหาจุดที่ “ยุติธรรม” (Fairness): จอห์น แนช ได้พิสูจน์ทางคณิตศาสตร์ว่า หากเรายอมรับสัจพจน์ (axioms) แห่งความยุติธรรมบางประการ (เช่น ประสิทธิภาพพาเรโต, ความสมมาตร, ความเป็นอิสระจากทางเลือกที่ไม่เกี่ยวข้อง) จะมี “ทางออกเดียว” ที่เป็นธรรมสำหรับเกมการต่อรองนี้
  • การออกแบบแรงจูงใจ (Incentive Design): ทางออกของแนชไม่ได้หมายถึง “การแบ่งเท่าๆ กัน” แต่มันคือจุดที่ เพิ่มประสิทธิภาพ ของผลประโยชน์ร่วมกันสูงสุด เมื่อเทียบกับจุดขู่ของแต่ละฝ่าย
    • ในบริบทของ COP30 นี่หมายความว่าประเทศกำลังพัฒนา (ที่มีจุดขู่ต่ำ เพราะต้องการการเติบโต) ไม่สามารถถูกบังคับให้รับภาระเท่ากับประเทศพัฒนาแล้ว (ที่มีส่วนรับผิดชอบในอดีต)
    • การออกแบบแรงจูงใจที่ “fair” จึงหมายถึงการใช้ “การจ่ายโอน” (Side Payments) เช่น กองทุนภูมิอากาศ (Climate Finance) หรือการถ่ายทอดเทคโนโลยี เพื่อ “ชดเชย” ให้ประเทศที่เสียเปรียบยอมรับข้อตกลงที่จุด Nash Bargaining ซึ่งดีกว่าการที่แต่ละฝ่ายจะกลับไปที่จุดขู่ของตนเอง

3. เกมที่เล่นกับอนาคตที่ไม่แน่นอน (Stochastic Games)

ปัญหาโลกร้อนไม่ใช่ “เกมที่เล่นครั้งเดียวจบ” (One-shot Game) แต่เป็น เกมสุ่ม (Stochastic Games) ที่สถานะของเกม (เช่น ความเข้มข้นของ CO2, ระดับความเสียหายทางเศรษฐกิจ) เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา โดยขึ้นอยู่กับ “การกระทำ” ของผู้เล่น (การปล่อยก๊าซ) และ “ความน่าจะเป็น” (เช่น โอกาสที่จะเกิดจุดเปลี่ยนสภาพภูมิอากาศ)

  • กลยุทธ์ระยะสั้น ปะทะ ความเสี่ยงระยะยาว: คณิตศาสตร์ของเกมสุ่มอธิบายได้ว่าทำไมบางประเทศถึงเลือก “เอาเปรียบ” ในระยะสั้น
    • ประเทศหนึ่งอาจเลือกที่จะปล่อยมลพิษอย่างหนักในวันนี้ (ได้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจทันที) โดยเดิมพันว่า ความน่าจะเป็น ที่จะเกิดหายนะขั้นรุนแรง (Stochastic Event) ในอนาคตอันใกล้ยังมีค่าน้อย
    • พวกเขาใช้ “อัตราคิดลด” (Discount Rate) ที่สูงกับอนาคต หมายความว่า ผลประโยชน์ 100 ดอลลาร์ในวันนี้ มีค่ามากกว่าความเสียหาย 1,000 ดอลลาร์ในอีก 50 ปีข้างหน้า
  • อธิบาย “Trickle Out” อีกครั้ง: เกมสุ่มแสดงให้เห็นว่า การที่ประเทศต่างๆ ไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง ไม่ใช่แค่การโกง แต่เป็นการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ที่ “มีเหตุผล” (rational) ภายใต้ความไม่แน่นอน พวกเขากำลังเล่น “เกมวัดใจ” (Game of Chicken) กับธรรมชาติ
  • ทางแก้: การออกแบบข้อตกลงที่มั่นคงจึงต้องเปลี่ยนคณิตศาสตร์ของเกม โดยการ (1) เพิ่มต้นทุนของการไม่ร่วมมือในปัจจุบัน (เช่น Carbon Tariffs) และ (2) ลดความไม่แน่นอนในอนาคต (เช่น การลงทุนมหาศาลในเทคโนโลยีดูดซับคาร์บอน) เพื่อให้กลยุทธ์การร่วมมือ (Cooperation) เป็น “กลยุทธ์เด่น” (Dominant Strategy) ในระยะยาว

บทสรุป: จากทฤษฎีสู่การปฏิบัติ

การเจรจา Climate Deal หลังยุค COP30 ไม่ใช่แค่เรื่องของเจตจำนงทางการเมือง แต่เป็นปัญหาการออกแบบกลไก (Mechanism Design) ที่มีรากฐานทางคณิตศาสตร์อย่างลึกซึ้ง

ทฤษฎีเกมสอนเราว่า ข้อตกลงที่ยั่งยืนจะต้องมีคุณสมบัติ 3 ประการ:

  1. มีเสถียรภาพ (Stable): (จาก Coalitional Games) ผลประโยชน์ของการอยู่ในข้อตกลงต้องสูงกว่าการแยกตัวออกไปเสมอ
  2. ยุติธรรม (Fair): (จาก Nash Bargaining) ต้องมีการชดเชยและแรงจูงใจที่เหมาะสม เพื่อให้ทุกฝ่ายบรรลุจุดที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน
  3. ทนทานต่ออนาคต (Robust): (จาก Stochastic Games) ต้องคำนึงถึงความเสี่ยงและความไม่แน่นอนในระยะยาว ไม่ใช่แค่ผลประโยชน์ในระยะสั้น

ในยุคที่ “Quantum Advantage 2.0” เริ่มแก้ปัญหาที่ซับซ้อนได้จริง จึงไม่น่าแปลกใจที่คณิตศาสตร์ขั้นสูงอย่างทฤษฎีเกม จะกลายเป็นเครื่องมือที่ขาดไม่ได้ในการแก้ปัญหาที่ซับซ้อนที่สุดของมนุษยชาติเช่นกัน

ความคิดเห็น