แน่นอนครับ นี่คือบทความเรื่อง “คณิตศาสตร์การจัดสรรปันส่วน” ที่เปรียบเทียบสูตรคำนวณ ส.ส. บัญชีรายชื่อในบริบทการเมืองไทย


🔢 คณิตศาสตร์การจัดสรรปันส่วน: เจาะลึกสูตรคำนวณ ส.ส. บัญชีรายชื่อ

ในสนามการเลือกตั้ง นอกจากนโยบายและตัวบุคคลแล้ว สิ่งที่กำหนดหน้าตาของสภาผู้แทนราษฎรได้อย่างมหาศาลคือ “สูตรคำนวณ ส.ส.” โดยเฉพาะ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ (Party-list) ซึ่งเป็นหัวใจของหลักการ “การมีผู้แทนตามสัดส่วน” (Proportional Representation) ที่ต้องการให้ทุกคะแนนเสียงมีความหมาย แต่เบื้องหลังการจัดสรรที่นั่ง 100 ที่นั่งนี้กลับเต็มไปด้วยสมการและหลักการทางคณิตศาสตร์ที่ซับซ้อนและส่งผลกระทบต่อการเมืองอย่างยิ่ง

บทความนี้จะพาไปสำรวจและเปรียบเทียบ “คณิตศาสตร์การจัดสรรปันส่วน” ที่เคยใช้ในการเมืองไทย เพื่อให้เห็นว่าตัวเลขและสูตรคำนวณ กำหนดโฉมหน้าของรัฐบาลได้อย่างไร


หลักการพื้นฐาน: โจทย์คณิตศาสตร์ของการแบ่งเค้ก

ลองจินตนาการว่า ส.ส. บัญชีรายชื่อ 100 ที่นั่งคือ “เค้ก” ก้อนใหญ่ และคะแนนเสียงที่แต่ละพรรคได้รับคือ “สัดส่วน” ที่ควรจะได้รับเค้กนั้น โจทย์คณิตศาสตร์คือ จะแบ่งเค้ก 100 ชิ้นนี้อย่างไรให้ยุติธรรมที่สุดตามสัดส่วนคะแนนที่แต่ละพรรคได้รับ ซึ่งแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่คะแนนของแต่ละพรรคจะหารลงตัวพอดี นี่คือจุดเริ่มต้นของสูตรคำนวณที่แตกต่างกัน

คำศัพท์สำคัญ:

  • คะแนนเสียงรวม: คะแนนบัญชีรายชื่อรวมทั้งหมดของผู้มาใช้สิทธิ
  • จำนวน ส.ส. บัญชีรายชื่อ: 100 คน
  • ค่าเฉลี่ยต่อ ส.ส. 1 คน: คะแนนเสียงรวมทั้งหมด / 100

วิธีที่ 1: หารก่อนแล้วปัดเศษ (Largest Remainder Method)

นี่เป็นวิธีที่เข้าใจง่ายและถูกใช้ในรัฐธรรมนูญปี 2560 (ก่อนการแก้ไข) และเป็นแนวทางของระบบเลือกตั้งปี 2566 มีขั้นตอนดังนี้:

  1. หาค่าเฉลี่ย: นำคะแนนเสียงรวมทั้งประเทศ มาหารด้วยจำนวน ส.ส. 100 คน เพื่อหาว่า 1 ที่นั่งต้องใช้กี่คะแนน (เช่น สมมติว่า 350,000 คะแนน ต่อ ส.ส. 1 คน)
  2. จัดสรรรอบแรก: นำคะแนนที่แต่ละพรรคได้รับ มาหารด้วยค่าเฉลี่ยนี้ พรรคไหนได้เท่าไหร่ ให้ปัดตัวเลขเป็น “จำนวนเต็ม” ก่อน เช่น พรรค ก ได้ 10.8 ให้ได้ไปก่อน 10 ที่นั่ง, พรรค ข ได้ 5.4 ให้ได้ไปก่อน 5 ที่นั่ง
  3. จัดสรรรอบสอง (เก็บตกจากเศษ): หลังจากจัดสรรรอบแรกแล้ว จะยังมีที่นั่งเหลืออยู่ ให้นำที่นั่งที่เหลือมาแจกให้พรรคที่มี “เศษทศนิยม” สูงที่สุดเรียงตามลำดับจนกว่าจะครบ 100 ที่นั่ง

ตัวอย่างสมมติ:

มี ส.ส. ทั้งหมด 5 ที่นั่ง และมีคะแนนรวม 100,000 คะแนน

  • ค่าเฉลี่ยต่อ ส.ส. 1 คน = 100,000 / 5 = 20,000 คะแนน
พรรค คะแนนที่ได้รับ หารด้วย 20,000 ที่นั่งรอบแรก (จำนวนเต็ม) เศษทศนิยม
พรรค A 51,000 2.55 2 0.55 (ได้เพิ่ม 1 ที่นั่ง)
พรรค B 32,000 1.60 1 0.60 (ได้เพิ่ม 1 ที่นั่ง)
พรรค C 9,000 0.45 0 0.45
พรรค D 8,000 0.40 0 0.40
รวม 100,000 3
  • รอบแรก: จัดสรรได้ 3 ที่นั่ง ยังขาดอีก 2 ที่นั่ง
  • รอบสอง: พรรค B มีเศษสูงสุด (0.60) ได้ไป 1 ที่นั่ง, พรรค A มีเศษรองลงมา (0.55) ได้ไปอีก 1 ที่นั่ง

ผลลัพธ์สุดท้าย: พรรค A ได้ 3 ที่นั่ง, พรรค B ได้ 2 ที่นั่ง, พรรค C และ D ไม่ได้เลย

ข้อดี-ข้อเสีย:

  • ข้อดี: เข้าใจง่าย ตรงไปตรงมา และมักจะให้โอกาสพรรคขนาดเล็กที่มีคะแนนเป็นกลุ่มก้อนแต่ไม่ถึงเกณฑ์ในรอบแรก สามารถได้ที่นั่งจาก “เศษ” ที่มีค่าสูง
  • ข้อเสีย: อาจทำให้พรรคที่ได้คะแนนรวมน้อยกว่า แต่มีเศษมากกว่า ได้ที่นั่งไปก่อนพรรคที่คะแนนรวมเยอะกว่าเล็กน้อย

วิธีที่ 2: ระบบจัดสรรปันส่วนผสม (Mixed Member Apportionment – MMA)

นี่คือระบบที่ใช้ในการเลือกตั้งปี 2562 ซึ่งมีความซับซ้อนและก่อให้เกิดการถกเถียงอย่างกว้างขวาง หลักการคือมองภาพรวมทั้ง ส.ส. เขต และ ส.ส. บัญชีรายชื่อ เพื่อให้จำนวน ส.ส. ทั้งหมดของพรรคใกล้เคียงกับคะแนนนิยมของประชาชนมากที่สุด

  1. คำนวณหาจำนวน ส.ส. ที่พึงจะมี: ใช้สูตรคล้ายกับวิธีแรกเพื่อหาว่าจากสัดส่วนคะแนนเสียงบัญชีรายชื่อที่พรรคได้รับ พรรคนั้นๆ “ควรจะ” มี ส.ส. ในสภาทั้งหมดกี่คน (จาก 500 คน)
  2. นำ ส.ส. เขตมาหักลบ: นำจำนวน “ส.ส. ที่พึงจะมี” มาลบด้วยจำนวน “ส.ส. เขต” ที่พรรคนั้นชนะการเลือกตั้งไปแล้ว
  3. ผลลัพธ์คือ ส.ส. บัญชีรายชื่อ: ตัวเลขที่เหลือจากการหักลบ คือจำนวน ส.ส. บัญชีรายชื่อที่พรรคนั้นจะได้รับ

ตัวอย่างสมมติ:

  • จากคะแนนนิยม พรรค A พึงจะมี ส.ส. ทั้งหมด 130 คน
  • แต่พรรค A ชนะ ส.ส. เขตไปแล้ว 110 คน
  • ดังนั้น พรรค A จะได้ ส.ส. บัญชีรายชื่อ = 130 – 110 = 20 คน

จุดเปลี่ยนสำคัญของการเมืองไทย:

  • Overhang: หากพรรคใดชนะ ส.ส. เขต มากกว่า จำนวน ส.ส. ที่พึงจะมี (เช่น พึงมี 115 คน แต่ชนะเขตไป 120 คน) พรรคนั้นจะ ไม่ได้ ส.ส. บัญชีรายชื่อเลยแม้แต่คนเดียว และจำนวน ส.ส. เขตที่เกินมาก็จะคงไว้ (เรียกว่า Overhang) นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับพรรคเพื่อไทยในปี 2562
  • พรรคเล็กได้ที่นั่ง: สูตรคำนวณนี้ทำให้พรรคที่ได้คะแนนรวมทั้งประเทศน้อยมาก แต่ไม่มี ส.ส. เขตเลย สามารถได้รับจัดสรร ส.ส. บัญชีรายชื่อ 1 ที่นั่งได้ง่ายขึ้น จนเกิดปรากฏการณ์ “พรรคปัดเศษ” ที่มี ส.ส. เพียงคนเดียวเข้าสภาเป็นจำนวนมาก

เปรียบเทียบผลกระทบทางการเมือง

คุณสมบัติ วิธีที่ 1 (Largest Remainder) วิธีที่ 2 (MMA แบบปี 62)
หลักการ เน้นความยุติธรรมในการแบ่งที่นั่ง 100 ที่นั่งในส่วนบัญชีรายชื่อ เน้นทำให้สัดส่วน ส.ส. “ทั้งหมด” (500 คน) สะท้อนคะแนนนิยม
พรรคที่ได้เปรียบ พรรคขนาดกลางและเล็กที่มีคะแนนเป็นกลุ่มเป็นก้อน พรรคขนาดเล็กมากๆ ที่ไม่มี ส.ส. เขตเลย
พรรคที่เสียเปรียบ อาจไม่ชัดเจนเท่าอีกวิธี พรรคใหญ่ที่ชนะ ส.ส. เขตจำนวนมาก
ผลต่อสภา จำนวนพรรคในสภาไม่มากเท่าอีกวิธี รัฐบาลผสมมีแนวโน้มเสถียรภาพมากกว่า เกิดพรรคเล็กพรรคน้อยในสภาจำนวนมาก ทำให้รัฐบาลผสมอ่อนแอและอำนาจต่อรองกระจายตัวสูง

บทสรุป

การเลือกใช้สูตรคำนวณ ส.ส. บัญชีรายชื่อไม่ใช่แค่เรื่องทางเทคนิค แต่เป็นการตัดสินใจเชิงการเมืองที่มีนัยสำคัญอย่างยิ่ง เพราะมันสามารถกำหนดได้ว่าพรรคใดจะได้เปรียบ พรรคใดจะเสียเปรียบ และท้ายที่สุดคือหน้าตาและเสถียรภาพของรัฐบาลที่จะเกิดขึ้น ดังนั้น ความเข้าใจใน “คณิตศาสตร์การเลือกตั้ง” จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับประชาชน เพื่อให้สามารถวิเคราะห์และเท่าทันเกมการเมืองที่ซ่อนอยู่ในทุกคะแนนเสียง

ความคิดเห็น