บทที่ 1 ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับกฎหมายธุรกิจและรูปแบบองค์กรธุรกิจ
การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ประเทศไทยปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ซึ่งเป็นรูปแบบการปกครองที่ผสมผสานระหว่างหลักประชาธิปไตยและการดำรงอยู่ของสถาบันพระมหากษัตริย์ในฐานะประมุขของรัฐ โดยหลักการสำคัญคือ อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจสูงสุดของประเทศ และใช้อำนาจดังกล่าวผ่านองค์กรต่าง ๆ ที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ การปกครองในระบอบนี้มิได้หมายความว่าพระมหากษัตริย์ทรงใช้อำนาจทางการเมืองโดยตรง หากแต่ทรงดำรงอยู่เหนือการเมือง ทรงเป็นศูนย์รวมจิตใจของประชาชน และทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด ขณะที่การบริหารราชการแผ่นดิน การออกกฎหมาย และการพิจารณาพิพากษาคดี จะดำเนินการโดยองค์กรของรัฐที่มาจากกระบวนการตามรัฐธรรมนูญ
1. สถาบันพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ 1.1 พระมหากษัตริย์ พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของรัฐและทรงดำรงตำแหน่งจอมทัพไทย ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พระมหากษัตริย์ทรงเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ และทรงใช้อำนาจผ่านองค์กรต่าง ๆ ของรัฐตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข พระมหากษัตริย์ทรงมีบทบาทสำคัญในฐานะ (1) ประมุขของประเทศ (2) ศูนย์รวมจิตใจของประชาชน (3) ผู้ทรงเป็นสัญลักษณ์แห่งความต่อเนื่องของชาติ (4) ผู้ทรงประกอบพระราชกรณียกิจเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน พระราชอำนาจต่าง ๆ เช่น การแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี การประกาศใช้กฎหมาย หรือการแต่งตั้งข้าราชการระดับสูง จะดำเนินการตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญและผ่านคำแนะนำหรือการรับสนองพระบรมราชโองการจากผู้รับผิดชอบทางการเมือง
1.2 พระบรมวงศานุวงศ์ พระบรมวงศานุวงศ์ หมายถึง พระราชวงศ์ที่สืบเชื้อสายจากพระมหากษัตริย์และได้รับพระราชทานฐานันดรศักดิ์ตามพระราชประเพณี พระบรมวงศานุวงศ์มีบทบาทในการสนับสนุนพระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์ ตลอดจนทรงปฏิบัติภารกิจด้านสังคม การศึกษา การสาธารณสุข และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน แม้ว่าพระบรมวงศานุวงศ์จะมีบทบาทสำคัญต่อสังคมไทย แต่การดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ อยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายและรัฐธรรมนูญเช่นเดียวกับสถาบันของรัฐอื่น ๆ
2. อำนาจอธิปไตยและโครงสร้างการปกครองของรัฐ รัฐธรรมนูญไทยกำหนดว่า “อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย” หมายความว่าประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศ เพื่อป้องกันการรวมศูนย์อำนาจไว้ที่บุคคลหรือองค์กรใดองค์กรหนึ่ง รัฐธรรมนูญจึงกำหนดให้มีการแบ่งการใช้อำนาจออกเป็น 3 ฝ่าย หรือที่เรียกว่า “หลักการแบ่งแยกอำนาจ” (Separation of Powers) ประกอบด้วย (1) ฝ่ายนิติบัญญัติ (2) ฝ่ายบริหาร (3) ฝ่ายตุลาการ ทั้งสามฝ่ายทำหน้าที่แตกต่างกัน แต่มีความเชื่อมโยงและตรวจสอบถ่วงดุลซึ่งกันและกัน เพื่อให้การบริหารประเทศเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และเป็นธรรม
2. ฝ่ายนิติบัญญัติ (Legislative Branch) ฝ่ายนิติบัญญัติเป็นองค์กรที่ทำหน้าที่ใช้อำนาจนิติบัญญัติของรัฐในการตรากฎหมาย ควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน และเป็นตัวแทนของประชาชนในการสะท้อนปัญหา ความต้องการ และความคิดเห็นต่อการพัฒนาประเทศ อำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติมีความสำคัญอย่างยิ่งในระบอบประชาธิปไตย เนื่องจากเป็นกลไกที่ทำให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดกติกาและทิศทางการพัฒนาของประเทศผ่านผู้แทนที่ได้รับเลือกตั้งตามกระบวนการประชาธิปไตย โครงสร้างของรัฐสภา รัฐสภาเป็นองค์กรที่ทำหน้าที่ใช้อำนาจนิติบัญญัติของประเทศ โดยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยกำหนดให้รัฐสภาประกอบด้วย 2 สภา ได้แก่ 1. สภาผู้แทนราษฎร (House of Representatives) จำนวน 500 คน 2. วุฒิสภา (Senate) จำนวน 200 คน ชุดของสมัยที่ คสช. เคยตั้งเอาไว้อยู่ในบทเฉพาะกาลมีจำนวน 250 คน แต่ปัจจุบันมี 200 คน ดังนั้น รัฐสภาของไทยจึงมีสมาชิกทั้งสิ้น 700 คน ซึ่งทำหน้าที่ร่วมกันในการพิจารณาและตรากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการบริหารประเทศ รวมถึงการตรวจสอบการใช้อำนาจของฝ่ายบริหารเพื่อให้เป็นไปตามหลักธรรมาภิบาลและหลักนิติธรรม หน้าที่ของรัฐสภาไทย 1. ตรากฎหมาย 1.1 พิจารณา ออก และประกาศใช้กฎหมายเพื่อใช้ในการบริหารประเทศ 1.2 พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ที่เสนอโดยคณะรัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือประชาชนตามที่กฎหมายกำหนด 1.3 กฎหมายทุกฉบับต้องผ่านการพิจารณาของรัฐสภาตามกระบวนการที่รัฐธรรมนูญกำหนด 2. แก้ไขเพิ่มเติมกฎหมาย 2.1 ปรับปรุงกฎหมายที่ล้าสมัย 2.2 แก้ไขกฎหมายให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป 2.3 ยกเลิกกฎหมายที่ไม่เหมาะสมหรือไม่เป็นธรรม 3. พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญและแก้ไขรัฐธรรมนูญ 3.1 พิจารณาการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ 3.2 ร่วมกำหนดกติกาสูงสุดของประเทศ 3.3 ดูแลให้รัฐธรรมนูญสอดคล้องกับหลักประชาธิปไตยและสถานการณ์ของประเทศ 4. พิจารณาและอนุมัติงบประมาณแผ่นดิน 4.1 พิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 4.2 อนุมัติการใช้จ่ายเงินของรัฐบาล 4.3 ตรวจสอบว่าการใช้งบประมาณเกิดประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศชาติ 5. ควบคุมและตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดิน 5.1 ตรวจสอบการทำงานของคณะรัฐมนตรีและหน่วยงานของรัฐ 5.2 ตั้งกระทู้ถามรัฐมนตรี 5.3 อภิปรายทั่วไปเกี่ยวกับปัญหาของประเทศ 5.4 ตรวจสอบความโปร่งใสและความรับผิดชอบของฝ่ายบริหาร 6. อภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล 6.1 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสามารถยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรี 6.2 เป็นกลไกสำคัญในการตรวจสอบการใช้อำนาจของรัฐบาล 6.3 หากรัฐบาลขาดความเชื่อมั่นอาจส่งผลต่อการดำรงตำแหน่งของผู้บริหารประเทศ
7. เป็นตัวแทนของประชาชน 7.1 รับฟังปัญหา ความเดือดร้อน และข้อเสนอแนะจากประชาชน 7.2 นำปัญหาของประชาชนเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา 7.3 ผลักดันนโยบายและกฎหมายที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม 8. ส่งเสริมและคุ้มครองระบอบประชาธิปไตย 8.1 รักษาหลักนิติธรรมและหลักประชาธิปไตย 8.2 ส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน 8.3 เป็นองค์กรสำคัญในการถ่วงดุลอำนาจกับฝ่ายบริหารและฝ่ายตุลาการ ดังนั้น กล่าวโดยสรุป รัฐสภาไทยมีภารกิจสำคัญ 5 ด้าน ได้แก่ ออกกฎหมาย แก้ไขกฎหมายและรัฐธรรมนูญ พิจารณางบประมาณแผ่นดิน ควบคุมและตรวจสอบรัฐบาล เป็นตัวแทนของประชาชนและคุ้มครองระบอบประชาธิปไตย หน้าที่ทั้ง 5 ประการนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญของฝ่ายนิติบัญญัติในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข และเป็นกลไกสำคัญในการตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจของประเทศร่วมกับฝ่ายบริหารและฝ่ายตุลาการ.
สภาผู้แทนราษฎร สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมีจำนวน 500 คน หรือ ฝ่ายบริหารประเทศ มีนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้า เป็นสภาที่มีความใกล้ชิดกับประชาชนมากที่สุด เนื่องจากสมาชิกทุกคนได้รับการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนทั่วประเทศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือที่เรียกว่า “ส.ส.” ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของประชาชนในการนำเสนอปัญหา ความเดือดร้อน และความต้องการของประชาชนเข้าสู่กระบวนการทางการเมืองหน้าที่สำคัญของสภาผู้แทนราษฎร ได้แก่ • พิจารณาและตรากฎหมายเพื่อใช้ในการบริหารประเทศ • เสนอร่างพระราชบัญญัติและแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมาย • พิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี • ควบคุมและตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล • ตั้งกระทู้ถามและอภิปรายการดำเนินงานของคณะรัฐมนตรี • ลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีในกรณีที่เห็นว่าบริหารราชการแผ่นดินไม่เหมาะสม • เป็นตัวแทนของประชาชนในการสะท้อนความคิดเห็นและความต้องการของสังคม การทำหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎรจึงถือเป็นกลไกสำคัญที่เชื่อมโยงระหว่างประชาชนกับรัฐบาล และเป็นหัวใจของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยแบบผู้แทน
วุฒิสภา วุฒิสภา หรือ “ส.ว.” ซึ่งมีจำนวน 200 คน มีประธานวุฒิสภา เป็นหัวหน้า เป็นอีกองค์ประกอบหนึ่งของรัฐสภา ทำหน้าที่สำคัญในการกลั่นกรองกฎหมาย ตรวจสอบการใช้อำนาจขององค์กรต่าง ๆ และปฏิบัติหน้าที่ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด แม้ว่าวุฒิสภาจะไม่ได้มีบทบาทเป็นตัวแทนประชาชนเช่นเดียวกับสภาผู้แทนราษฎร แต่มีหน้าที่สำคัญในการตรวจสอบและสร้างความรอบคอบในกระบวนการทางนิติบัญญัติ เพื่อให้กฎหมายที่ผ่านการพิจารณามีความเหมาะสมและเกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติ หน้าที่สำคัญของวุฒิสภา ได้แก่ • พิจารณากลั่นกรองร่างกฎหมายที่ผ่านการพิจารณาจากสภาผู้แทนราษฎร • ให้ความเห็นชอบบุคคลที่จะดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ • ให้ความเห็นชอบบุคคลดำรงตำแหน่งสำคัญในกระบวนการยุติธรรมและองค์กรตรวจสอบ • ติดตาม เสนอแนะ และเร่งรัดการปฏิรูปประเทศตามกรอบรัฐธรรมนูญ • ตรวจสอบการใช้อำนาจของหน่วยงานภาครัฐในด้านต่าง ๆ วุฒิสภาจึงเปรียบเสมือนกลไกในการสร้างความรอบคอบและถ่วงดุลการใช้อำนาจขององค์กรทางการเมืองและหน่วยงานของรัฐ
หน้าที่เฉพาะของวุฒิสภา 1. กลั่นกรองกฎหมาย วุฒิสภามีหน้าที่พิจารณาร่างพระราชบัญญัติที่ผ่านการเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรแล้ว โดยจะตรวจสอบ • ความถูกต้องตามหลักกฎหมาย • ความเหมาะสมของเนื้อหา • ผลกระทบต่อประชาชนและประเทศ • ความสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ หากเห็นว่าร่างกฎหมายยังมีข้อบกพร่อง สามารถเสนอแก้ไขเพิ่มเติมหรือส่งกลับไปยังสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาใหม่ได้ 2. ให้ความเห็นชอบบุคคลดำรงตำแหน่งสำคัญของประเทศ วุฒิสภามีอำนาจให้ความเห็นชอบบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าดำรงตำแหน่งในองค์กรตามรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ เช่น 2.1 กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) 2.2 ผู้ตรวจการแผ่นดิน 2.3 กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) 2.4 ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 2.5 กรรมการตรวจเงินแผ่นดิน 2.6 บุคคลในองค์กรอิสระอื่นตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด 3. ติดตาม เสนอแนะ และเร่งรัดการปฏิรูปประเทศ วุฒิสภามีหน้าที่ติดตามการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ รวมทั้งเสนอข้อคิดเห็นต่อหน่วยงานของรัฐเพื่อให้เกิดการพัฒนาประเทศอย่างต่อเนื่อง
3. ฝ่ายบริหาร (Executive Branch) ฝ่ายบริหารเป็นองค์กรที่มีหน้าที่นำกฎหมายที่ผ่านการตราจากรัฐสภาไปปฏิบัติ รวมทั้งกำหนดนโยบายและบริหารราชการแผ่นดินให้เกิดผลเป็นรูปธรรม เพื่อพัฒนาประเทศและแก้ไขปัญหาของประชาชน ฝ่ายบริหารถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศให้ดำเนินไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ 3.1 โครงสร้างของฝ่ายบริหาร ฝ่ายบริหารของประเทศไทยมีโครงสร้างการบริหารงานเป็นลำดับชั้น ดังนี้ ระดับที่ 1 ประมุขของรัฐ ได้แก่ พระมหากษัตริย์ ซึ่งทรงเป็นประมุขของรัฐและทรงใช้อำนาจผ่านองค์กรต่าง ๆ ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ พระมหากษัตริย์ทรงอยู่เหนือการเมืองและทรงเป็นศูนย์รวมจิตใจของประชาชนชาวไทย ระดับที่ 2 คณะรัฐมนตรี ประกอบไปด้วย นายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง ซึ่งคณะรัฐมนตรี หรือ “ครม.” เป็นองค์กรสูงสุดของฝ่ายบริหาร ทำหน้าที่กำหนดนโยบายและควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน รัฐธรรมนูญกำหนดให้คณะรัฐมนตรีมีจำนวนไม่เกิน 35 คน ประกอบด้วย นายกรัฐมนตรี 1 คน และรัฐมนตรีอีกจำนวน 34 คน ได้แก่ รองนายกรัฐมนตรีหลายคนตามที่นายกรัฐมนตรีแต่งตั้ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี 3.2 นายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้ารัฐบาลและหัวหน้าฝ่ายบริหาร มีหน้าที่สำคัญ ดังนี้ 1. กำหนดนโยบายการบริหารประเทศ 2. ควบคุมและกำกับการทำงานของคณะรัฐมนตรี 3. บังคับบัญชาส่วนราชการฝ่ายบริหาร 4. รักษาความมั่นคงของประเทศ 5. เป็นผู้แทนประเทศไทยในเวทีระหว่างประเทศ 6. ประสานงานระหว่างหน่วยงานของรัฐทั้งหมด นายกรัฐมนตรีจึงเปรียบเสมือน “ผู้บริหารสูงสุดของประเทศ”
3.3 คณะรัฐมนตรีและกระทรวงต่าง ๆ ปัจจุบันประเทศไทยมี 20 กระทรวง ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการบริหารประเทศ ได้แก่ 1. กระทรวงกลาโหม 2. กระทรวงการคลัง 3. กระทรวงการต่างประเทศ 4. กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา 5. กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ 6. กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม 7. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 8. กระทรวงคมนาคม 9. กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม 10. กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 11. กระทรวงพลังงาน 12. กระทรวงพาณิชย์ 13. กระทรวงมหาดไทย 14. กระทรวงยุติธรรม 15. กระทรวงแรงงาน 16. กระทรวงวัฒนธรรม 17. กระทรวงศึกษาธิการ 18. กระทรวงสาธารณสุข 19. กระทรวงอุตสาหกรรม 20. กระทรวงคมนาคม (หมายเหตุ: ในการสอนควรตรวจสอบรายชื่อกระทรวงล่าสุดจากกฎหมายจัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน เนื่องจากอาจมีการปรับโครงสร้างในอนาคต) กระทรวงแต่ละแห่งมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเป็นผู้รับผิดชอบสูงสุดทางการเมือง และอาจมีรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงช่วยกำกับดูแลภารกิจต่าง ๆ
โครงสร้างภายในกระทรวง รัฐมนตรีว่าการกระทรวง ↓ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง ↓ ปลัดกระทรวง ↓ กรมต่าง ๆ ↓ สำนักงานระดับจังหวัดและพื้นที่ ตัวอย่างเช่น กระทรวงมหาดไทย • กรมการปกครอง • กรมที่ดิน • กรมโยธาธิการและผังเมือง • กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย • กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงศึกษาธิการ • สำนักงานปลัดกระทรวง • สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน • สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน กระทรวงสาธารณสุข • สำนักงานปลัดกระทรวง • กรมการแพทย์ • กรมควบคุมโรค • กรมอนามัย • กรมสุขภาพจิต
3.4 ระบบราชการไทย ระบบราชการเป็นกลไกสำคัญในการนำนโยบายของรัฐบาลไปปฏิบัติ โดยแบ่งออกเป็น 3 ระดับ 1. ราชการส่วนกลาง เป็นหน่วยงานที่ตั้งอยู่ส่วนกลางของประเทศ เช่น • สำนักนายกรัฐมนตรี • กระทรวง • กรม • หน่วยงานระดับชาติ 2. ราชการส่วนภูมิภาค เป็นหน่วยงานที่กระจายอำนาจไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ของประเทศ ราชการส่วนภูมิภาคเป็นหน่วยงานที่กระจายอำนาจการบริหารจากส่วนกลางไปสู่พื้นที่ต่าง ๆ ของประเทศ ประกอบด้วย 76 จังหวัด 878 อำเภอ 7,255 ตำบล และ 75,142 หมู่บ้าน โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดในระดับจังหวัด และมีนายอำเภอเป็นผู้บังคับบัญชาระดับอำเภอ ทำหน้าที่นำนโยบายของรัฐบาลไปสู่การปฏิบัติในพื้นที่ และดูแลทุกข์สุขของประชาชนในท้องถิ่น 3. ราชการส่วนท้องถิ่น เป็นหน่วยงานที่ประชาชนในพื้นที่เลือกตั้งผู้บริหารและสมาชิกสภาท้องถิ่นขึ้นมาบริหารงานเอง ประกอบด้วย • องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) • เทศบาลนคร • เทศบาลเมือง • เทศบาลตำบล • องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) • กรุงเทพมหานคร • เมืองพัทยา หน่วยงานเหล่านี้มีหน้าที่จัดบริการสาธารณะให้แก่ประชาชนในพื้นที่ เช่น การศึกษา การสาธารณสุข ถนน น้ำประปา และการจัดการขยะ
สรุปโครงสร้างฝ่ายบริหาร พระมหากษัตริย์ ↓ นายกรัฐมนตรี ↓ คณะรัฐมนตรี (ไม่เกิน 35 คน) ↓ 20 กระทรวง ↓ กรมต่าง ๆ ↓ จังหวัด ↓ อำเภอ ↓ ตำบล ↓ หมู่บ้าน ↓ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ฝ่ายบริหารจึงเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ โดยทำหน้าที่นำนโยบายและกฎหมายไปสู่การปฏิบัติ เพื่อให้ประชาชนได้รับบริการสาธารณะและเกิดการพัฒนาประเทศอย่างต่อเนื่อง
4. ฝ่ายตุลาการ ฝ่ายตุลาการเป็นองค์กรที่ทำหน้าที่พิจารณาพิพากษาคดีและอำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชน โดยยึดหลักนิติธรรม ความเป็นกลาง และความเป็นอิสระ ความสำคัญของฝ่ายตุลาการ การมีศาลที่เป็นอิสระช่วยให้ประชาชนได้รับความเป็นธรรม และเป็นหลักประกันว่าการใช้อำนาจของรัฐจะอยู่ภายใต้กฎหมาย
โครงสร้างของศาลไทย ประเทศไทยมีศาลหลัก 3 ระบบ ได้แก่ 1) ศาลยุติธรรม ทำหน้าที่พิจารณาคดีทั่วไป เช่น • คดีแพ่ง • คดีอาญา • คดีครอบครัว • คดีแรงงาน ประกอบด้วย • ศาลชั้นต้น • ศาลอุทธรณ์ • ศาลฎีกา 2) ศาลปกครอง ทำหน้าที่พิจารณาข้อพิพาทระหว่างประชาชนกับหน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ประกอบด้วย • ศาลปกครองชั้นต้น • ศาลปกครองสูงสุด 3) ศาลรัฐธรรมนูญ มีหน้าที่วินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ เช่น • ความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมาย • คุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง • ข้อพิพาทเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ขององค์กรตามรัฐธรรมนูญ
หลักการสำคัญของฝ่ายตุลาการ • ความเป็นอิสระ • ความยุติธรรม • ความเสมอภาคต่อหน้ากฎหมาย • การคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน
อย่างไรก็ตาม ทั้ง 3 อำนาจ จะมีความสัมพันธ์และการถ่วงดุลอำนาจ ถึงแม้ทั้งสามฝ่ายจะมีหน้าที่แตกต่างกัน แต่ต้องทำงานร่วมกันภายใต้หลักการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจ (Checks and Balances) ตัวอย่างเช่น • ฝ่ายนิติบัญญัติตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลผ่านการอภิปรายและการตั้งกระทู้ถาม • ฝ่ายบริหารเสนอร่างกฎหมายและบริหารประเทศตามกฎหมาย • ฝ่ายตุลาการตรวจสอบว่าการใช้อำนาจของรัฐเป็นไปตามกฎหมายหรือไม่ ระบบดังกล่าวช่วยป้องกันการใช้อำนาจโดยมิชอบและรักษาความสมดุลของการปกครอง การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขของประเทศไทย เป็นระบบที่ยึดหลักว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน โดยมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของรัฐและทรงดำรงอยู่เหนือการเมืองตามรัฐธรรมนูญ การใช้อำนาจของรัฐถูกแบ่งออกเป็นสามฝ่าย ได้แก่ ฝ่ายนิติบัญญัติซึ่งทำหน้าที่ออกกฎหมาย ฝ่ายบริหารซึ่งทำหน้าที่บริหารประเทศ และฝ่ายตุลาการซึ่งทำหน้าที่อำนวยความยุติธรรม ทั้งสามฝ่ายทำงานร่วมกันภายใต้หลักการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจ เพื่อรักษาประโยชน์ของประเทศชาติ คุ้มครองสิทธิของประชาชน และส่งเสริมการปกครองตามหลักประชาธิปไตยและนิติธรรม
กฎหมาย ศีลธรรม และกฎหมายอาญา ความสัมพันธ์ระหว่างกฎหมายและศีลธรรม มนุษย์เป็นสัตว์สังคมที่ต้องอยู่ร่วมกันกับผู้อื่น การอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขจำเป็นต้องมีกฎเกณฑ์หรือแนวทางในการกำหนดพฤติกรรมว่าอะไรคือสิ่งที่ควรปฏิบัติ และอะไรคือสิ่งที่ไม่ควรกระทำ กฎเกณฑ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในสังคม 2 ลักษณะสำคัญ ได้แก่ “ศีลธรรม” และ “กฎหมาย” ศีลธรรมเป็นหลักแห่งความดี ความถูกต้อง และความเหมาะสมที่สังคมยอมรับร่วมกัน เป็นสิ่งที่ช่วยหล่อหลอมจิตสำนึกของบุคคลให้รู้จักแยกแยะความดีและความชั่ว รู้จักรับผิดชอบต่อสังคม และเคารพสิทธิของผู้อื่น ส่วนกฎหมายเป็นกฎเกณฑ์ที่รัฐกำหนดขึ้นเพื่อควบคุมความประพฤติของบุคคลในสังคมให้เป็นไปในแนวทางเดียวกัน และรักษาความสงบเรียบร้อยของประเทศ หากบุคคลใดฝ่าฝืนกฎหมาย ย่อมได้รับโทษตามที่กฎหมายกำหนด แม้ว่าศีลธรรมและกฎหมายจะมีลักษณะแตกต่างกัน แต่ทั้งสองสิ่งมีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด เพราะกฎหมายที่ดีควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของความถูกต้องและความเป็นธรรมทางศีลธรรม ขณะเดียวกัน ศีลธรรมเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอในการควบคุมพฤติกรรมของคนทุกคนในสังคม จึงจำเป็นต้องมีกฎหมายเป็นเครื่องมือในการบังคับใช้
ความแตกต่างระหว่างกฎหมายกับศีลธรรม กฎหมาย ศีลธรรม กำหนดโดยรัฐ เกิดจากความเชื่อและจิตสำนึกของสังคม มีผลบังคับใช้กับทุกคน ขึ้นอยู่กับความสมัครใจของแต่ละบุคคล ผู้ฝ่าฝืนอาจได้รับโทษทางกฎหมาย ผู้ฝ่าฝืนอาจถูกตำหนิทางสังคมหรือรู้สึกผิดทางจิตใจ มีองค์กรของรัฐคอยบังคับใช้ ไม่มีองค์กรที่บังคับใช้อย่างเป็นทางการ
ดังนั้น กฎหมายและศีลธรรมจึงเปรียบเสมือน “สองเสาหลัก” ที่ช่วยให้สังคมดำรงอยู่ได้อย่างสงบสุข กฎหมายช่วยควบคุมพฤติกรรมภายนอก ส่วนศีลธรรมช่วยควบคุมจิตใจและพฤติกรรมภายในของมนุษย์
ความหมายของกฎหมาย กฎหมาย หมายถึง กฎเกณฑ์ คำสั่ง ระเบียบ หรือข้อบังคับที่รัฐตราขึ้นหรือรับรองขึ้น เพื่อกำหนดแนวทางการปฏิบัติของบุคคลในสังคม และมีผลบังคับให้ทุกคนต้องปฏิบัติตาม หากผู้ใดฝ่าฝืนย่อมได้รับโทษหรือเสียประโยชน์ตามที่กฎหมายกำหนด กล่าวอีกนัยหนึ่ง กฎหมายเป็นเครื่องมือสำคัญของรัฐในการรักษาความสงบเรียบร้อย ความปลอดภัย และความยุติธรรมของสังคม
ลักษณะสำคัญของกฎหมาย 1. เป็นกฎเกณฑ์ที่ใช้บังคับกับบุคคลทั่วไป 2. กำหนดสิทธิและหน้าที่ของบุคคล 3. ออกโดยผู้มีอำนาจตามกฎหมาย 4. มีผลบังคับใช้ทั่วประเทศ 5. ผู้ฝ่าฝืนต้องได้รับผลทางกฎหมาย 6. มีองค์กรของรัฐทำหน้าที่บังคับใช้
ประเภทของกฎหมาย กฎหมายสามารถแบ่งออกเป็น 3 ประเภทใหญ่ ได้แก่ กฎหมายเอกชน กฎหมายมหาชน และกฎหมายระหว่างประเทศ ประเภทที่ 1 กฎหมายเอกชน (Private Law) กฎหมายเอกชนเป็นกฎหมายที่กำหนดความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลกับบุคคล หรือระหว่างเอกชนด้วยกัน โดยคู่กรณีมีฐานะเท่าเทียมกันตามกฎหมาย ตัวอย่างเรื่องที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายเอกชน ได้แก่ • การซื้อขายสินค้า • การเช่าทรัพย์สิน • การกู้ยืมเงิน • การสมรส • การรับมรดก • การทำสัญญาทางธุรกิจ ตัวอย่างกฎหมายเอกชน ได้แก่ 1. ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ 2. พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ 3. พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า 4. กฎหมายเกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญา
ประเภทที่ 2 กฎหมายมหาชน (Public Law) กฎหมายมหาชนเป็นกฎหมายที่กำหนดความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชน หรือระหว่างหน่วยงานของรัฐด้วยกัน โดยรัฐอยู่ในฐานะผู้ใช้อำนาจปกครอง ตัวอย่างกฎหมายมหาชน ได้แก่ 1. กฎหมายรัฐธรรมนูญ 2. กฎหมายปกครอง 3. กฎหมายอาญา 4. กฎหมายภาษีอากร 5. กฎหมายว่าด้วยการจัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน กฎหมายมหาชนมีความสำคัญต่อการบริหารประเทศ เพราะเป็นเครื่องมือที่รัฐใช้ในการรักษาความสงบเรียบร้อยและประโยชน์สาธารณะ
ประเภทที่ 3 กฎหมายระหว่างประเทศ (International Law) กฎหมายระหว่างประเทศเป็นกฎหมายที่กำหนดความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ องค์การระหว่างประเทศ และบุคคลที่เกี่ยวข้องกับหลายประเทศ กฎหมายระหว่างประเทศแบ่งออกเป็น 3 สาขา ได้แก่ 1) กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีเมือง เป็นกฎหมายที่กำหนดความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับรัฐ เกี่ยวกับสิทธิ หน้าที่ และข้อตกลงระหว่างประเทศ ตัวอย่าง เช่น • สนธิสัญญา • ความตกลงทางการค้า • การกำหนดเขตแดน • ความร่วมมือระหว่างประเทศ 2) กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล เป็นกฎหมายที่กำหนดว่าความสัมพันธ์ทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับบุคคลต่างสัญชาติจะใช้กฎหมายของประเทศใดเป็นหลัก ตัวอย่าง เช่น • การสมรสระหว่างคนต่างชาติ • การรับมรดกข้ามประเทศ • สัญญาทางธุรกิจระหว่างประเทศ 3) กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีอาญา เป็นกฎหมายที่กำหนดความร่วมมือระหว่างรัฐในการดำเนินคดีอาญา ตัวอย่าง เช่น • การส่งผู้ร้ายข้ามแดน • การปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ • การต่อต้านการก่อการร้ายระหว่างประเทศ
กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับประชาชนแบบใกล้ชิด ในกฎหมายมหาชน และ กฎหมายเอกชน ตัวบทกฎหมายที่ถือว่า เป็นกฎหมายระดับสูงและใหญ่ กว้างครอบทุกองค์กรที่จะต้องดำเนินการภายใต้กฎหมายได้แก่ กฎหมายรัฐธรรมนูญ แต่ส่วนที่เป็นกฎหมายที่บุคคลจะต้องมีความเกี่ยวข้องได้แก่ กฎหมายปกครอง กฎหมายอาญา และกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยมีรายละเอียดดังนี้ 1. กฎหมายปกครอง กฎหมายปกครอง (Administrative Law) เป็นกฎหมายมหาชนที่กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการจัดระเบียบองค์กรของรัฐ อำนาจหน้าที่ของหน่วยงานทางปกครอง และความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชน โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดินเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส เป็นธรรม และคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนจากการใช้อำนาจของฝ่ายปกครอง กฎหมายปกครองมีบทบาทสำคัญในการควบคุมการใช้อำนาจของหน่วยงานของรัฐ เช่น กระทรวง ทบวง กรม องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ และเจ้าหน้าที่ของรัฐ ให้ปฏิบัติหน้าที่ภายใต้กรอบของกฎหมาย หลักสำคัญของกฎหมายปกครอง คือ หลักนิติรัฐ (Rule of Law) ซึ่งกำหนดให้การกระทำของฝ่ายปกครองต้องมีกฎหมายให้อำนาจและต้องไม่ขัดต่อกฎหมาย หากหน่วยงานของรัฐใช้อำนาจเกินขอบเขตหรือกระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ประชาชนผู้ได้รับความเสียหายสามารถใช้สิทธิร้องเรียนหรือฟ้องร้องต่อศาลปกครองได้ สาระสำคัญของกฎหมายปกครองประกอบด้วยหลายประเด็น ได้แก่ องค์กรทางปกครอง ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีอำนาจในการบริหารราชการแผ่นดิน เจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งเป็นผู้ใช้อำนาจทางปกครองในการปฏิบัติหน้าที่ และ การกระทำทางปกครอง ซึ่งหมายถึงการใช้อำนาจของรัฐที่มีผลกระทบต่อสิทธิหรือหน้าที่ของประชาชน เช่น การออกใบอนุญาต การเพิกถอนใบอนุญาต การสั่งปิดกิจการ หรือการกำหนดมาตรการต่าง ๆ เพื่อประโยชน์สาธารณะ นอกจากนี้ กฎหมายปกครองยังครอบคลุมเรื่อง คำสั่งทางปกครอง ซึ่งเป็นการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่ที่มีผลเฉพาะบุคคล เช่น การอนุมัติ การอนุญาต หรือการลงโทษทางวินัย รวมทั้ง สัญญาทางปกครอง ซึ่งเป็นสัญญาที่หน่วยงานของรัฐทำขึ้นเพื่อจัดทำบริการสาธารณะหรือดำเนินกิจกรรมเพื่อประโยชน์ของประชาชน เช่น สัญญาสัมปทาน สัญญาจ้างก่อสร้างโครงการของรัฐ และสัญญาจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ในประเทศไทย กฎหมายปกครองได้รับการพัฒนาอย่างเป็นระบบภายหลังการจัดตั้ง ศาลปกครอง ตามรัฐธรรมนูญและการตรา พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ซึ่งกำหนดให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีที่เกิดจากการกระทำของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ เพื่อให้ประชาชนได้รับความเป็นธรรมและสามารถตรวจสอบการใช้อำนาจของรัฐได้อย่างมีประสิทธิภาพ กล่าวโดยสรุป กฎหมายปกครองเป็นกฎหมายที่มีความสำคัญต่อการบริหารประเทศและการคุ้มครองสิทธิของประชาชน เนื่องจากเป็นเครื่องมือในการกำหนดขอบเขตการใช้อำนาจของรัฐ สร้างความสมดุลระหว่างประโยชน์สาธารณะกับสิทธิของเอกชน และส่งเสริมให้การบริหารราชการแผ่นดินเป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และความยุติธรรม อันเป็นรากฐานสำคัญของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยและรัฐสมัยใหม่ ปัจจุบันศาลปกครองของประเทศไทยแบ่งออกเป็น 2 ระดับ ได้แก่ ระดับที่ 1 ศาลปกครองชั้นต้น o มีทั้งศาลปกครองกลางและศาลปกครองภูมิภาค o ทำหน้าที่พิจารณาคดีปกครองเป็นศาลแรก o รับฟ้องคดีที่เกิดจากการกระทำทางปกครองของหน่วยงานรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ระดับที่ 2 ศาลปกครองสูงสุด o เป็นศาลสูงสุดในคดีปกครอง o พิจารณาอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลปกครองชั้นต้น o คำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดถือเป็นที่สุด
2. กฎหมายอาญา ความหมายของกฎหมายอาญา กฎหมายอาญา หมายถึง กฎหมายที่กำหนดว่า การกระทำใดเป็นความผิด และกำหนดบทลงโทษสำหรับผู้ที่กระทำความผิดนั้น วัตถุประสงค์สำคัญของกฎหมายอาญา คือ 1. คุ้มครองความสงบเรียบร้อยของสังคม 2. ป้องกันมิให้บุคคลกระทำความผิด 3. ลงโทษผู้กระทำความผิด 4. สร้างความยุติธรรมให้แก่ผู้เสียหาย โครงสร้างของประมวลกฎหมายอาญา ประมวลกฎหมายอาญาของไทยแบ่งออกเป็น 3 ภาค ได้แก่ ภาค 1 บทบัญญัติทั่วไป กำหนดหลักการพื้นฐานของกฎหมายอาญา เช่น • ความรับผิดทางอาญา • เหตุยกเว้นความผิด • เหตุยกเว้นโทษ • การพยายามกระทำความผิด ภาค 2 ความผิด กำหนดลักษณะความผิดประเภทต่าง ๆ เช่น • ความผิดเกี่ยวกับชีวิตและร่างกาย • ความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ • ความผิดเกี่ยวกับเพศ • ความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงของรัฐ ภาค 3 ลหุโทษ เป็นความผิดที่มีลักษณะไม่ร้ายแรงมาก เช่น • การส่งเสียงอื้ออึงรบกวนผู้อื่น • การกระทำที่กระทบต่อความสงบเรียบร้อยเล็กน้อย
ประเภทของความผิดทางอาญา ความผิดทางอาญาแบ่งออกเป็น 2 ประเภท 1. ความผิดต่อแผ่นดิน เป็นความผิดที่กระทบต่อสังคมและประโยชน์สาธารณะโดยรวม ตัวอย่าง เช่น • ฆ่าคนตาย • ปล้นทรัพย์ • ค้ายาเสพติด • วางเพลิง แม้ผู้เสียหายจะไม่ร้องทุกข์ รัฐก็สามารถดำเนินคดีได้ 2. ความผิดอันยอมความได้ เป็นความผิดที่กระทบต่อผู้เสียหายโดยตรง และสามารถตกลงยอมความกันได้ ตัวอย่าง เช่น • หมิ่นประมาท • ทำร้ายร่างกายเล็กน้อยบางกรณี • ความผิดเกี่ยวกับทรัพย์บางประเภท หากผู้เสียหายยินยอมยุติเรื่อง คดีก็สามารถระงับได้ตามกฎหมาย
หลักสำคัญของกฎหมายอาญา หลักพื้นฐานที่สำคัญที่สุดของกฎหมายอาญา คือ “ไม่มีความผิด และไม่มีโทษ หากไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้” หมายความว่า บุคคลจะถูกลงโทษได้ต่อเมื่อมีกฎหมายกำหนดไว้ก่อนว่าการกระทำนั้นเป็นความผิด และกฎหมายอาญาจะไม่ใช้บังคับย้อนหลังไปเป็นโทษแก่ผู้กระทำความผิด หลักการนี้เป็นหลักประกันสิทธิเสรีภาพของประชาชน และเป็นรากฐานสำคัญของรัฐที่ปกครองด้วยกฎหมาย (Rule of Law)
โทษทางอาญา ประมวลกฎหมายอาญากำหนดโทษไว้ 5 สถาน ได้แก่ 1. ประหารชีวิต 2. จำคุก 3. กักขัง 4. ปรับ 5. ริบทรัพย์สิน โทษแต่ละประเภทจะถูกกำหนดตามความร้ายแรงของการกระทำความผิด โดยศาลจะพิจารณาลงโทษตามข้อเท็จจริงและบทบัญญัติของกฎหมาย ดังนั้น กฎหมายเป็นกฎเกณฑ์ที่รัฐกำหนดขึ้นเพื่อควบคุมความประพฤติของคนในสังคมให้สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข โดยมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับศีลธรรมซึ่งเป็นพื้นฐานของความดีและความถูกต้อง กฎหมายแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ กฎหมายเอกชน กฎหมายมหาชน และกฎหมายระหว่างประเทศ ส่วนกฎหมายอาญาเป็นกฎหมายมหาชนที่มีบทบาทสำคัญในการกำหนดความผิดและบทลงโทษ เพื่อคุ้มครองสังคม รักษาความสงบเรียบร้อย และอำนวยความยุติธรรมให้แก่ประชาชนทุกคน
3. กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ความหมายของกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กฎหมายแพ่งและพาณิชย์เป็นกฎหมายเอกชนที่กำหนดความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลกับบุคคล หรือระหว่างเอกชนด้วยกัน โดยคู่กรณีมีฐานะเท่าเทียมกันตามกฎหมาย มุ่งคุ้มครองสิทธิ หน้าที่ และผลประโยชน์ของบุคคลในด้านทรัพย์สิน ครอบครัว การทำสัญญา และการประกอบธุรกิจ กฎหมายแพ่งและพาณิชย์แตกต่างจากกฎหมายอาญา กล่าวคือ กฎหมายอาญามุ่งลงโทษผู้กระทำความผิดเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคม ส่วนกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มุ่งเยียวยาความเสียหายและแก้ไขข้อพิพาทระหว่างคู่กรณีให้ได้รับความเป็นธรรม ตัวอย่างเช่น • การซื้อขายสินค้า • การกู้ยืมเงิน • การเช่าบ้าน • การทำสัญญาจ้างงาน • การสมรสและการหย่า • การรับมรดก • การประกอบธุรกิจ ล้วนเป็นเรื่องที่อยู่ภายใต้กฎหมายแพ่งและพาณิชย์
โครงสร้างของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของไทยแบ่งออกเป็น 6 บรรพ ดังนี้ บรรพ 1 หลักทั่วไป กำหนดหลักพื้นฐานทางกฎหมายที่ใช้กับบุคคลทุกคน เช่น • สภาพบุคคล • การใช้สิทธิ • นิติกรรม • สัญญา • การนับระยะเวลา เป็นหลักเกณฑ์พื้นฐานที่ใช้บังคับกับกฎหมายแพ่งทั้งหมด บรรพ 2 หนี้ กำหนดความสัมพันธ์ที่บุคคลหนึ่งมีหน้าที่ต้องชำระหรือกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งให้แก่อีกบุคคลหนึ่ง ตัวอย่าง เช่น • การกู้ยืมเงิน • การซื้อขายสินค้า • การชดใช้ค่าเสียหายจากการละเมิด เช่น นาย ก. ยืมเงินนาย ข. จำนวน 10,000 บาท นาย ก. มีหน้าที่ชำระหนี้คืนตามกำหนด บรรพ 3 เอกเทศสัญญา กำหนดรายละเอียดของสัญญาประเภทต่าง ๆ ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น • สัญญาซื้อขาย • สัญญาเช่าทรัพย์ • สัญญาเช่าซื้อ • สัญญากู้ยืม • สัญญาจ้างแรงงาน • สัญญาค้ำประกัน • สัญญาประกันภัย บรรพนี้ถือเป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของประชาชนมากที่สุด บรรพ 4 ทรัพย์สิน กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับกรรมสิทธิ์และสิทธิในทรัพย์สิน ตัวอย่าง เช่น • การเป็นเจ้าของที่ดิน • การครอบครองทรัพย์สิน • ภาระจำยอม • สิทธิเก็บกิน มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินของประชาชน บรรพ 5 ครอบครัว กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับความสัมพันธ์ในครอบครัว เช่น • การหมั้น • การสมรส • สิทธิและหน้าที่ของสามีภริยา • อำนาจปกครองบุตร • การรับบุตรบุญธรรม • การหย่า กฎหมายส่วนนี้ช่วยสร้างความมั่นคงให้แก่สถาบันครอบครัว
บรรพ 6 มรดก กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการตกทอดทรัพย์สินของผู้เสียชีวิตไปยังทายาท ตัวอย่าง เช่น • การทำพินัยกรรม • การแบ่งมรดก • ลำดับทายาทโดยธรรม • ผู้จัดการมรดก เพื่อให้การโอนทรัพย์สินของผู้เสียชีวิตเป็นไปอย่างถูกต้องและเป็นธรรม
หลักสำคัญของกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กฎหมายแพ่งและพาณิชย์มีหลักสำคัญ ดังนี้ 1. หลักความเสมอภาคของคู่กรณี คู่กรณีทุกฝ่ายมีฐานะเท่าเทียมกันตามกฎหมาย ไม่มีฝ่ายใดมีอำนาจเหนือกว่าอีกฝ่ายหนึ่ง 2. หลักเสรีภาพในการทำนิติกรรมและสัญญา บุคคลมีสิทธิที่จะตกลงทำสัญญากันได้โดยเสรี ตราบเท่าที่ไม่ขัดต่อกฎหมาย ความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน 3. หลักความสุจริต การใช้สิทธิและการปฏิบัติตามสัญญาต้องกระทำโดยสุจริต ไม่เอาเปรียบหรือหลอกลวงผู้อื่น 4. หลักการชดใช้ค่าเสียหาย ผู้ที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นโดยผิดกฎหมายต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหาย
ความแตกต่างระหว่างกฎหมายแพ่งกับกฎหมายอาญา กฎหมายแพ่ง กฎหมายอาญา คุ้มครองสิทธิส่วนบุคคล คุ้มครองสังคมและความสงบเรียบร้อย เป็นข้อพิพาทระหว่างเอกชน เป็นความผิดที่กระทบต่อรัฐและสังคม มุ่งเยียวยาความเสียหาย มุ่งลงโทษผู้กระทำผิด โทษส่วนใหญ่เป็นการชดใช้ค่าเสียหาย มีโทษจำคุก ปรับ หรือประหารชีวิต ผู้เสียหายเป็นผู้ฟ้องคดีเป็นหลัก รัฐเป็นผู้ดำเนินคดีผ่านพนักงานอัยการ ตัวอย่างเช่น • นาย ก. ขับรถชนรถของนาย ข. ได้รับความเสียหาย ต้องชดใช้ค่าซ่อมรถ เป็นเรื่องของกฎหมายแพ่ง • หากนาย ก. ขับรถโดยประมาทจนผู้อื่นได้รับบาดเจ็บสาหัส อาจมีความผิดตามกฎหมายอาญาด้วย ดังนั้น การกระทำเพียงครั้งเดียวอาจก่อให้เกิดความรับผิดทั้งทางแพ่งและทางอาญาพร้อมกันได้
ดังนั้น กฎหมายแพ่งและพาณิชย์เป็นกฎหมายเอกชนที่กำหนดความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลกับบุคคล มุ่งคุ้มครองสิทธิ หน้าที่ และผลประโยชน์ของประชาชนในด้านทรัพย์สิน ครอบครัว มรดก และการทำสัญญาต่าง ๆ โดยแบ่งออกเป็น 6 บรรพ ได้แก่ หลักทั่วไป หนี้ เอกเทศสัญญา ทรัพย์สิน ครอบครัว และมรดก กฎหมายประเภทนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการดำเนินชีวิตประจำวันของประชาชน และเป็นรากฐานสำคัญของการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสงบสุขและเป็นธรรม
Filter by Group type
Filter by Total Members number
กฎหมายธุรกิจ
กฎหมายธุรกิจ
บทที่ 1
ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับกฎหมายธุรกิจและรูปแบบองค์กรธุรกิจ
การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข
ประเทศไทยปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ซึ่งเป็นรูปแบบการปกครองที่ผสมผสานระหว่างหลักประชาธิปไตยและการดำรงอยู่ของสถาบันพระมหากษัตริย์ในฐานะประมุขของรัฐ โดยหลักการสำคัญคือ อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจสูงสุดของประเทศ และใช้อำนาจดังกล่าวผ่านองค์กรต่าง ๆ ที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ การปกครองในระบอบนี้มิได้หมายความว่าพระมหากษัตริย์ทรงใช้อำนาจทางการเมืองโดยตรง หากแต่ทรงดำรงอยู่เหนือการเมือง ทรงเป็นศูนย์รวมจิตใจของประชาชน และทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด ขณะที่การบริหารราชการแผ่นดิน การออกกฎหมาย และการพิจารณาพิพากษาคดี จะดำเนินการโดยองค์กรของรัฐที่มาจากกระบวนการตามรัฐธรรมนูญ
1. สถาบันพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์
1.1 พระมหากษัตริย์
พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของรัฐและทรงดำรงตำแหน่งจอมทัพไทย ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พระมหากษัตริย์ทรงเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ และทรงใช้อำนาจผ่านองค์กรต่าง ๆ ของรัฐตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข พระมหากษัตริย์ทรงมีบทบาทสำคัญในฐานะ
(1) ประมุขของประเทศ
(2) ศูนย์รวมจิตใจของประชาชน
(3) ผู้ทรงเป็นสัญลักษณ์แห่งความต่อเนื่องของชาติ
(4) ผู้ทรงประกอบพระราชกรณียกิจเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน
พระราชอำนาจต่าง ๆ เช่น การแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี การประกาศใช้กฎหมาย หรือการแต่งตั้งข้าราชการระดับสูง จะดำเนินการตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญและผ่านคำแนะนำหรือการรับสนองพระบรมราชโองการจากผู้รับผิดชอบทางการเมือง
1.2 พระบรมวงศานุวงศ์
พระบรมวงศานุวงศ์ หมายถึง พระราชวงศ์ที่สืบเชื้อสายจากพระมหากษัตริย์และได้รับพระราชทานฐานันดรศักดิ์ตามพระราชประเพณี พระบรมวงศานุวงศ์มีบทบาทในการสนับสนุนพระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์ ตลอดจนทรงปฏิบัติภารกิจด้านสังคม การศึกษา การสาธารณสุข และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน แม้ว่าพระบรมวงศานุวงศ์จะมีบทบาทสำคัญต่อสังคมไทย แต่การดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ อยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายและรัฐธรรมนูญเช่นเดียวกับสถาบันของรัฐอื่น ๆ
2. อำนาจอธิปไตยและโครงสร้างการปกครองของรัฐ
รัฐธรรมนูญไทยกำหนดว่า “อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย” หมายความว่าประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศ เพื่อป้องกันการรวมศูนย์อำนาจไว้ที่บุคคลหรือองค์กรใดองค์กรหนึ่ง รัฐธรรมนูญจึงกำหนดให้มีการแบ่งการใช้อำนาจออกเป็น 3 ฝ่าย หรือที่เรียกว่า “หลักการแบ่งแยกอำนาจ” (Separation of Powers) ประกอบด้วย
(1) ฝ่ายนิติบัญญัติ
(2) ฝ่ายบริหาร
(3) ฝ่ายตุลาการ
ทั้งสามฝ่ายทำหน้าที่แตกต่างกัน แต่มีความเชื่อมโยงและตรวจสอบถ่วงดุลซึ่งกันและกัน เพื่อให้การบริหารประเทศเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และเป็นธรรม
2. ฝ่ายนิติบัญญัติ (Legislative Branch)
ฝ่ายนิติบัญญัติเป็นองค์กรที่ทำหน้าที่ใช้อำนาจนิติบัญญัติของรัฐในการตรากฎหมาย ควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน และเป็นตัวแทนของประชาชนในการสะท้อนปัญหา ความต้องการ และความคิดเห็นต่อการพัฒนาประเทศ อำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติมีความสำคัญอย่างยิ่งในระบอบประชาธิปไตย เนื่องจากเป็นกลไกที่ทำให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดกติกาและทิศทางการพัฒนาของประเทศผ่านผู้แทนที่ได้รับเลือกตั้งตามกระบวนการประชาธิปไตย
โครงสร้างของรัฐสภา
รัฐสภาเป็นองค์กรที่ทำหน้าที่ใช้อำนาจนิติบัญญัติของประเทศ โดยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยกำหนดให้รัฐสภาประกอบด้วย 2 สภา ได้แก่
1. สภาผู้แทนราษฎร (House of Representatives) จำนวน 500 คน
2. วุฒิสภา (Senate) จำนวน 200 คน ชุดของสมัยที่ คสช. เคยตั้งเอาไว้อยู่ในบทเฉพาะกาลมีจำนวน 250 คน แต่ปัจจุบันมี 200 คน
ดังนั้น รัฐสภาของไทยจึงมีสมาชิกทั้งสิ้น 700 คน ซึ่งทำหน้าที่ร่วมกันในการพิจารณาและตรากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการบริหารประเทศ รวมถึงการตรวจสอบการใช้อำนาจของฝ่ายบริหารเพื่อให้เป็นไปตามหลักธรรมาภิบาลและหลักนิติธรรม
หน้าที่ของรัฐสภาไทย
1. ตรากฎหมาย
1.1 พิจารณา ออก และประกาศใช้กฎหมายเพื่อใช้ในการบริหารประเทศ
1.2 พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ที่เสนอโดยคณะรัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือประชาชนตามที่กฎหมายกำหนด
1.3 กฎหมายทุกฉบับต้องผ่านการพิจารณาของรัฐสภาตามกระบวนการที่รัฐธรรมนูญกำหนด
2. แก้ไขเพิ่มเติมกฎหมาย
2.1 ปรับปรุงกฎหมายที่ล้าสมัย
2.2 แก้ไขกฎหมายให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป
2.3 ยกเลิกกฎหมายที่ไม่เหมาะสมหรือไม่เป็นธรรม
3. พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญและแก้ไขรัฐธรรมนูญ
3.1 พิจารณาการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ
3.2 ร่วมกำหนดกติกาสูงสุดของประเทศ
3.3 ดูแลให้รัฐธรรมนูญสอดคล้องกับหลักประชาธิปไตยและสถานการณ์ของประเทศ
4. พิจารณาและอนุมัติงบประมาณแผ่นดิน
4.1 พิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี
4.2 อนุมัติการใช้จ่ายเงินของรัฐบาล
4.3 ตรวจสอบว่าการใช้งบประมาณเกิดประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศชาติ
5. ควบคุมและตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดิน
5.1 ตรวจสอบการทำงานของคณะรัฐมนตรีและหน่วยงานของรัฐ
5.2 ตั้งกระทู้ถามรัฐมนตรี
5.3 อภิปรายทั่วไปเกี่ยวกับปัญหาของประเทศ
5.4 ตรวจสอบความโปร่งใสและความรับผิดชอบของฝ่ายบริหาร
6. อภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล
6.1 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสามารถยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรี
6.2 เป็นกลไกสำคัญในการตรวจสอบการใช้อำนาจของรัฐบาล
6.3 หากรัฐบาลขาดความเชื่อมั่นอาจส่งผลต่อการดำรงตำแหน่งของผู้บริหารประเทศ
7. เป็นตัวแทนของประชาชน
7.1 รับฟังปัญหา ความเดือดร้อน และข้อเสนอแนะจากประชาชน
7.2 นำปัญหาของประชาชนเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา
7.3 ผลักดันนโยบายและกฎหมายที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม
8. ส่งเสริมและคุ้มครองระบอบประชาธิปไตย
8.1 รักษาหลักนิติธรรมและหลักประชาธิปไตย
8.2 ส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน
8.3 เป็นองค์กรสำคัญในการถ่วงดุลอำนาจกับฝ่ายบริหารและฝ่ายตุลาการ
ดังนั้น กล่าวโดยสรุป รัฐสภาไทยมีภารกิจสำคัญ 5 ด้าน ได้แก่ ออกกฎหมาย แก้ไขกฎหมายและรัฐธรรมนูญ พิจารณางบประมาณแผ่นดิน ควบคุมและตรวจสอบรัฐบาล เป็นตัวแทนของประชาชนและคุ้มครองระบอบประชาธิปไตย หน้าที่ทั้ง 5 ประการนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญของฝ่ายนิติบัญญัติในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข และเป็นกลไกสำคัญในการตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจของประเทศร่วมกับฝ่ายบริหารและฝ่ายตุลาการ.
สภาผู้แทนราษฎร
สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมีจำนวน 500 คน หรือ ฝ่ายบริหารประเทศ มีนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้า เป็นสภาที่มีความใกล้ชิดกับประชาชนมากที่สุด เนื่องจากสมาชิกทุกคนได้รับการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนทั่วประเทศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือที่เรียกว่า “ส.ส.” ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของประชาชนในการนำเสนอปัญหา ความเดือดร้อน และความต้องการของประชาชนเข้าสู่กระบวนการทางการเมืองหน้าที่สำคัญของสภาผู้แทนราษฎร ได้แก่
• พิจารณาและตรากฎหมายเพื่อใช้ในการบริหารประเทศ
• เสนอร่างพระราชบัญญัติและแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมาย
• พิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี
• ควบคุมและตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล
• ตั้งกระทู้ถามและอภิปรายการดำเนินงานของคณะรัฐมนตรี
• ลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีในกรณีที่เห็นว่าบริหารราชการแผ่นดินไม่เหมาะสม
• เป็นตัวแทนของประชาชนในการสะท้อนความคิดเห็นและความต้องการของสังคม
การทำหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎรจึงถือเป็นกลไกสำคัญที่เชื่อมโยงระหว่างประชาชนกับรัฐบาล และเป็นหัวใจของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยแบบผู้แทน
วุฒิสภา
วุฒิสภา หรือ “ส.ว.” ซึ่งมีจำนวน 200 คน มีประธานวุฒิสภา เป็นหัวหน้า เป็นอีกองค์ประกอบหนึ่งของรัฐสภา ทำหน้าที่สำคัญในการกลั่นกรองกฎหมาย ตรวจสอบการใช้อำนาจขององค์กรต่าง ๆ และปฏิบัติหน้าที่ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด แม้ว่าวุฒิสภาจะไม่ได้มีบทบาทเป็นตัวแทนประชาชนเช่นเดียวกับสภาผู้แทนราษฎร แต่มีหน้าที่สำคัญในการตรวจสอบและสร้างความรอบคอบในกระบวนการทางนิติบัญญัติ เพื่อให้กฎหมายที่ผ่านการพิจารณามีความเหมาะสมและเกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติ
หน้าที่สำคัญของวุฒิสภา ได้แก่
• พิจารณากลั่นกรองร่างกฎหมายที่ผ่านการพิจารณาจากสภาผู้แทนราษฎร
• ให้ความเห็นชอบบุคคลที่จะดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ
• ให้ความเห็นชอบบุคคลดำรงตำแหน่งสำคัญในกระบวนการยุติธรรมและองค์กรตรวจสอบ
• ติดตาม เสนอแนะ และเร่งรัดการปฏิรูปประเทศตามกรอบรัฐธรรมนูญ
• ตรวจสอบการใช้อำนาจของหน่วยงานภาครัฐในด้านต่าง ๆ
วุฒิสภาจึงเปรียบเสมือนกลไกในการสร้างความรอบคอบและถ่วงดุลการใช้อำนาจขององค์กรทางการเมืองและหน่วยงานของรัฐ
หน้าที่เฉพาะของวุฒิสภา
1. กลั่นกรองกฎหมาย
วุฒิสภามีหน้าที่พิจารณาร่างพระราชบัญญัติที่ผ่านการเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรแล้ว โดยจะตรวจสอบ
• ความถูกต้องตามหลักกฎหมาย
• ความเหมาะสมของเนื้อหา
• ผลกระทบต่อประชาชนและประเทศ
• ความสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ
หากเห็นว่าร่างกฎหมายยังมีข้อบกพร่อง สามารถเสนอแก้ไขเพิ่มเติมหรือส่งกลับไปยังสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาใหม่ได้
2. ให้ความเห็นชอบบุคคลดำรงตำแหน่งสำคัญของประเทศ
วุฒิสภามีอำนาจให้ความเห็นชอบบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าดำรงตำแหน่งในองค์กรตามรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ เช่น
2.1 กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)
2.2 ผู้ตรวจการแผ่นดิน
2.3 กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)
2.4 ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
2.5 กรรมการตรวจเงินแผ่นดิน
2.6 บุคคลในองค์กรอิสระอื่นตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด
3. ติดตาม เสนอแนะ และเร่งรัดการปฏิรูปประเทศ
วุฒิสภามีหน้าที่ติดตามการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ รวมทั้งเสนอข้อคิดเห็นต่อหน่วยงานของรัฐเพื่อให้เกิดการพัฒนาประเทศอย่างต่อเนื่อง
3. ฝ่ายบริหาร (Executive Branch)
ฝ่ายบริหารเป็นองค์กรที่มีหน้าที่นำกฎหมายที่ผ่านการตราจากรัฐสภาไปปฏิบัติ รวมทั้งกำหนดนโยบายและบริหารราชการแผ่นดินให้เกิดผลเป็นรูปธรรม เพื่อพัฒนาประเทศและแก้ไขปัญหาของประชาชน ฝ่ายบริหารถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศให้ดำเนินไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้
3.1 โครงสร้างของฝ่ายบริหาร ฝ่ายบริหารของประเทศไทยมีโครงสร้างการบริหารงานเป็นลำดับชั้น ดังนี้
ระดับที่ 1 ประมุขของรัฐ ได้แก่ พระมหากษัตริย์ ซึ่งทรงเป็นประมุขของรัฐและทรงใช้อำนาจผ่านองค์กรต่าง ๆ ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ พระมหากษัตริย์ทรงอยู่เหนือการเมืองและทรงเป็นศูนย์รวมจิตใจของประชาชนชาวไทย
ระดับที่ 2 คณะรัฐมนตรี ประกอบไปด้วย นายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง ซึ่งคณะรัฐมนตรี หรือ “ครม.” เป็นองค์กรสูงสุดของฝ่ายบริหาร ทำหน้าที่กำหนดนโยบายและควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน รัฐธรรมนูญกำหนดให้คณะรัฐมนตรีมีจำนวนไม่เกิน 35 คน ประกอบด้วย นายกรัฐมนตรี 1 คน และรัฐมนตรีอีกจำนวน 34 คน ได้แก่ รองนายกรัฐมนตรีหลายคนตามที่นายกรัฐมนตรีแต่งตั้ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
3.2 นายกรัฐมนตรี
นายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้ารัฐบาลและหัวหน้าฝ่ายบริหาร มีหน้าที่สำคัญ ดังนี้
1. กำหนดนโยบายการบริหารประเทศ
2. ควบคุมและกำกับการทำงานของคณะรัฐมนตรี
3. บังคับบัญชาส่วนราชการฝ่ายบริหาร
4. รักษาความมั่นคงของประเทศ
5. เป็นผู้แทนประเทศไทยในเวทีระหว่างประเทศ
6. ประสานงานระหว่างหน่วยงานของรัฐทั้งหมด
นายกรัฐมนตรีจึงเปรียบเสมือน “ผู้บริหารสูงสุดของประเทศ”
3.3 คณะรัฐมนตรีและกระทรวงต่าง ๆ
ปัจจุบันประเทศไทยมี 20 กระทรวง ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการบริหารประเทศ ได้แก่
1. กระทรวงกลาโหม
2. กระทรวงการคลัง
3. กระทรวงการต่างประเทศ
4. กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
5. กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
6. กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
7. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
8. กระทรวงคมนาคม
9. กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
10. กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
11. กระทรวงพลังงาน
12. กระทรวงพาณิชย์
13. กระทรวงมหาดไทย
14. กระทรวงยุติธรรม
15. กระทรวงแรงงาน
16. กระทรวงวัฒนธรรม
17. กระทรวงศึกษาธิการ
18. กระทรวงสาธารณสุข
19. กระทรวงอุตสาหกรรม
20. กระทรวงคมนาคม
(หมายเหตุ: ในการสอนควรตรวจสอบรายชื่อกระทรวงล่าสุดจากกฎหมายจัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน เนื่องจากอาจมีการปรับโครงสร้างในอนาคต)
กระทรวงแต่ละแห่งมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเป็นผู้รับผิดชอบสูงสุดทางการเมือง และอาจมีรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงช่วยกำกับดูแลภารกิจต่าง ๆ
โครงสร้างภายในกระทรวง
รัฐมนตรีว่าการกระทรวง
↓
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง
↓
ปลัดกระทรวง
↓
กรมต่าง ๆ
↓
สำนักงานระดับจังหวัดและพื้นที่
ตัวอย่างเช่น
กระทรวงมหาดไทย
• กรมการปกครอง
• กรมที่ดิน
• กรมโยธาธิการและผังเมือง
• กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
• กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น
กระทรวงศึกษาธิการ
• สำนักงานปลัดกระทรวง
• สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
• สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน
กระทรวงสาธารณสุข
• สำนักงานปลัดกระทรวง
• กรมการแพทย์
• กรมควบคุมโรค
• กรมอนามัย
• กรมสุขภาพจิต
3.4 ระบบราชการไทย
ระบบราชการเป็นกลไกสำคัญในการนำนโยบายของรัฐบาลไปปฏิบัติ โดยแบ่งออกเป็น 3 ระดับ
1. ราชการส่วนกลาง เป็นหน่วยงานที่ตั้งอยู่ส่วนกลางของประเทศ เช่น
• สำนักนายกรัฐมนตรี
• กระทรวง
• กรม
• หน่วยงานระดับชาติ
2. ราชการส่วนภูมิภาค เป็นหน่วยงานที่กระจายอำนาจไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ของประเทศ
ราชการส่วนภูมิภาคเป็นหน่วยงานที่กระจายอำนาจการบริหารจากส่วนกลางไปสู่พื้นที่ต่าง ๆ ของประเทศ ประกอบด้วย 76 จังหวัด 878 อำเภอ 7,255 ตำบล และ 75,142 หมู่บ้าน โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดในระดับจังหวัด และมีนายอำเภอเป็นผู้บังคับบัญชาระดับอำเภอ ทำหน้าที่นำนโยบายของรัฐบาลไปสู่การปฏิบัติในพื้นที่ และดูแลทุกข์สุขของประชาชนในท้องถิ่น
3. ราชการส่วนท้องถิ่น เป็นหน่วยงานที่ประชาชนในพื้นที่เลือกตั้งผู้บริหารและสมาชิกสภาท้องถิ่นขึ้นมาบริหารงานเอง ประกอบด้วย
• องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.)
• เทศบาลนคร
• เทศบาลเมือง
• เทศบาลตำบล
• องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.)
• กรุงเทพมหานคร
• เมืองพัทยา
หน่วยงานเหล่านี้มีหน้าที่จัดบริการสาธารณะให้แก่ประชาชนในพื้นที่ เช่น การศึกษา การสาธารณสุข ถนน น้ำประปา และการจัดการขยะ
สรุปโครงสร้างฝ่ายบริหาร
พระมหากษัตริย์
↓
นายกรัฐมนตรี
↓
คณะรัฐมนตรี (ไม่เกิน 35 คน)
↓
20 กระทรวง
↓
กรมต่าง ๆ
↓
จังหวัด
↓
อำเภอ
↓
ตำบล
↓
หมู่บ้าน
↓
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
ฝ่ายบริหารจึงเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ โดยทำหน้าที่นำนโยบายและกฎหมายไปสู่การปฏิบัติ เพื่อให้ประชาชนได้รับบริการสาธารณะและเกิดการพัฒนาประเทศอย่างต่อเนื่อง
4. ฝ่ายตุลาการ
ฝ่ายตุลาการเป็นองค์กรที่ทำหน้าที่พิจารณาพิพากษาคดีและอำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชน โดยยึดหลักนิติธรรม ความเป็นกลาง และความเป็นอิสระ
ความสำคัญของฝ่ายตุลาการ
การมีศาลที่เป็นอิสระช่วยให้ประชาชนได้รับความเป็นธรรม และเป็นหลักประกันว่าการใช้อำนาจของรัฐจะอยู่ภายใต้กฎหมาย
โครงสร้างของศาลไทย
ประเทศไทยมีศาลหลัก 3 ระบบ ได้แก่
1) ศาลยุติธรรม ทำหน้าที่พิจารณาคดีทั่วไป เช่น
• คดีแพ่ง
• คดีอาญา
• คดีครอบครัว
• คดีแรงงาน
ประกอบด้วย
• ศาลชั้นต้น
• ศาลอุทธรณ์
• ศาลฎีกา
2) ศาลปกครอง
ทำหน้าที่พิจารณาข้อพิพาทระหว่างประชาชนกับหน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ
ประกอบด้วย
• ศาลปกครองชั้นต้น
• ศาลปกครองสูงสุด
3) ศาลรัฐธรรมนูญ
มีหน้าที่วินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ เช่น
• ความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมาย
• คุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
• ข้อพิพาทเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ขององค์กรตามรัฐธรรมนูญ
หลักการสำคัญของฝ่ายตุลาการ
• ความเป็นอิสระ
• ความยุติธรรม
• ความเสมอภาคต่อหน้ากฎหมาย
• การคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน
อย่างไรก็ตาม ทั้ง 3 อำนาจ จะมีความสัมพันธ์และการถ่วงดุลอำนาจ ถึงแม้ทั้งสามฝ่ายจะมีหน้าที่แตกต่างกัน แต่ต้องทำงานร่วมกันภายใต้หลักการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจ (Checks and Balances)
ตัวอย่างเช่น
• ฝ่ายนิติบัญญัติตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลผ่านการอภิปรายและการตั้งกระทู้ถาม
• ฝ่ายบริหารเสนอร่างกฎหมายและบริหารประเทศตามกฎหมาย
• ฝ่ายตุลาการตรวจสอบว่าการใช้อำนาจของรัฐเป็นไปตามกฎหมายหรือไม่
ระบบดังกล่าวช่วยป้องกันการใช้อำนาจโดยมิชอบและรักษาความสมดุลของการปกครอง การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขของประเทศไทย เป็นระบบที่ยึดหลักว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน โดยมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของรัฐและทรงดำรงอยู่เหนือการเมืองตามรัฐธรรมนูญ การใช้อำนาจของรัฐถูกแบ่งออกเป็นสามฝ่าย ได้แก่ ฝ่ายนิติบัญญัติซึ่งทำหน้าที่ออกกฎหมาย ฝ่ายบริหารซึ่งทำหน้าที่บริหารประเทศ และฝ่ายตุลาการซึ่งทำหน้าที่อำนวยความยุติธรรม ทั้งสามฝ่ายทำงานร่วมกันภายใต้หลักการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจ เพื่อรักษาประโยชน์ของประเทศชาติ คุ้มครองสิทธิของประชาชน และส่งเสริมการปกครองตามหลักประชาธิปไตยและนิติธรรม
กฎหมาย ศีลธรรม และกฎหมายอาญา
ความสัมพันธ์ระหว่างกฎหมายและศีลธรรม
มนุษย์เป็นสัตว์สังคมที่ต้องอยู่ร่วมกันกับผู้อื่น การอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขจำเป็นต้องมีกฎเกณฑ์หรือแนวทางในการกำหนดพฤติกรรมว่าอะไรคือสิ่งที่ควรปฏิบัติ และอะไรคือสิ่งที่ไม่ควรกระทำ กฎเกณฑ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในสังคม 2 ลักษณะสำคัญ ได้แก่ “ศีลธรรม” และ “กฎหมาย” ศีลธรรมเป็นหลักแห่งความดี ความถูกต้อง และความเหมาะสมที่สังคมยอมรับร่วมกัน เป็นสิ่งที่ช่วยหล่อหลอมจิตสำนึกของบุคคลให้รู้จักแยกแยะความดีและความชั่ว รู้จักรับผิดชอบต่อสังคม และเคารพสิทธิของผู้อื่น ส่วนกฎหมายเป็นกฎเกณฑ์ที่รัฐกำหนดขึ้นเพื่อควบคุมความประพฤติของบุคคลในสังคมให้เป็นไปในแนวทางเดียวกัน และรักษาความสงบเรียบร้อยของประเทศ หากบุคคลใดฝ่าฝืนกฎหมาย ย่อมได้รับโทษตามที่กฎหมายกำหนด แม้ว่าศีลธรรมและกฎหมายจะมีลักษณะแตกต่างกัน แต่ทั้งสองสิ่งมีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด เพราะกฎหมายที่ดีควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของความถูกต้องและความเป็นธรรมทางศีลธรรม ขณะเดียวกัน ศีลธรรมเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอในการควบคุมพฤติกรรมของคนทุกคนในสังคม จึงจำเป็นต้องมีกฎหมายเป็นเครื่องมือในการบังคับใช้
ความแตกต่างระหว่างกฎหมายกับศีลธรรม
กฎหมาย ศีลธรรม
กำหนดโดยรัฐ เกิดจากความเชื่อและจิตสำนึกของสังคม
มีผลบังคับใช้กับทุกคน ขึ้นอยู่กับความสมัครใจของแต่ละบุคคล
ผู้ฝ่าฝืนอาจได้รับโทษทางกฎหมาย ผู้ฝ่าฝืนอาจถูกตำหนิทางสังคมหรือรู้สึกผิดทางจิตใจ
มีองค์กรของรัฐคอยบังคับใช้ ไม่มีองค์กรที่บังคับใช้อย่างเป็นทางการ
ดังนั้น กฎหมายและศีลธรรมจึงเปรียบเสมือน “สองเสาหลัก” ที่ช่วยให้สังคมดำรงอยู่ได้อย่างสงบสุข กฎหมายช่วยควบคุมพฤติกรรมภายนอก ส่วนศีลธรรมช่วยควบคุมจิตใจและพฤติกรรมภายในของมนุษย์
ความหมายของกฎหมาย
กฎหมาย หมายถึง กฎเกณฑ์ คำสั่ง ระเบียบ หรือข้อบังคับที่รัฐตราขึ้นหรือรับรองขึ้น เพื่อกำหนดแนวทางการปฏิบัติของบุคคลในสังคม และมีผลบังคับให้ทุกคนต้องปฏิบัติตาม หากผู้ใดฝ่าฝืนย่อมได้รับโทษหรือเสียประโยชน์ตามที่กฎหมายกำหนด
กล่าวอีกนัยหนึ่ง กฎหมายเป็นเครื่องมือสำคัญของรัฐในการรักษาความสงบเรียบร้อย ความปลอดภัย และความยุติธรรมของสังคม
ลักษณะสำคัญของกฎหมาย
1. เป็นกฎเกณฑ์ที่ใช้บังคับกับบุคคลทั่วไป
2. กำหนดสิทธิและหน้าที่ของบุคคล
3. ออกโดยผู้มีอำนาจตามกฎหมาย
4. มีผลบังคับใช้ทั่วประเทศ
5. ผู้ฝ่าฝืนต้องได้รับผลทางกฎหมาย
6. มีองค์กรของรัฐทำหน้าที่บังคับใช้
ประเภทของกฎหมาย
กฎหมายสามารถแบ่งออกเป็น 3 ประเภทใหญ่ ได้แก่ กฎหมายเอกชน กฎหมายมหาชน และกฎหมายระหว่างประเทศ
ประเภทที่ 1 กฎหมายเอกชน (Private Law) กฎหมายเอกชนเป็นกฎหมายที่กำหนดความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลกับบุคคล หรือระหว่างเอกชนด้วยกัน โดยคู่กรณีมีฐานะเท่าเทียมกันตามกฎหมาย
ตัวอย่างเรื่องที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายเอกชน ได้แก่
• การซื้อขายสินค้า
• การเช่าทรัพย์สิน
• การกู้ยืมเงิน
• การสมรส
• การรับมรดก
• การทำสัญญาทางธุรกิจ
ตัวอย่างกฎหมายเอกชน ได้แก่
1. ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
2. พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์
3. พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า
4. กฎหมายเกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญา
ประเภทที่ 2 กฎหมายมหาชน (Public Law) กฎหมายมหาชนเป็นกฎหมายที่กำหนดความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชน หรือระหว่างหน่วยงานของรัฐด้วยกัน โดยรัฐอยู่ในฐานะผู้ใช้อำนาจปกครอง
ตัวอย่างกฎหมายมหาชน ได้แก่
1. กฎหมายรัฐธรรมนูญ
2. กฎหมายปกครอง
3. กฎหมายอาญา
4. กฎหมายภาษีอากร
5. กฎหมายว่าด้วยการจัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน
กฎหมายมหาชนมีความสำคัญต่อการบริหารประเทศ เพราะเป็นเครื่องมือที่รัฐใช้ในการรักษาความสงบเรียบร้อยและประโยชน์สาธารณะ
ประเภทที่ 3 กฎหมายระหว่างประเทศ (International Law)
กฎหมายระหว่างประเทศเป็นกฎหมายที่กำหนดความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ องค์การระหว่างประเทศ และบุคคลที่เกี่ยวข้องกับหลายประเทศ
กฎหมายระหว่างประเทศแบ่งออกเป็น 3 สาขา ได้แก่
1) กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีเมือง เป็นกฎหมายที่กำหนดความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับรัฐ เกี่ยวกับสิทธิ หน้าที่ และข้อตกลงระหว่างประเทศ
ตัวอย่าง เช่น
• สนธิสัญญา
• ความตกลงทางการค้า
• การกำหนดเขตแดน
• ความร่วมมือระหว่างประเทศ
2) กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล เป็นกฎหมายที่กำหนดว่าความสัมพันธ์ทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับบุคคลต่างสัญชาติจะใช้กฎหมายของประเทศใดเป็นหลัก
ตัวอย่าง เช่น
• การสมรสระหว่างคนต่างชาติ
• การรับมรดกข้ามประเทศ
• สัญญาทางธุรกิจระหว่างประเทศ
3) กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีอาญา เป็นกฎหมายที่กำหนดความร่วมมือระหว่างรัฐในการดำเนินคดีอาญา
ตัวอย่าง เช่น
• การส่งผู้ร้ายข้ามแดน
• การปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ
• การต่อต้านการก่อการร้ายระหว่างประเทศ
กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับประชาชนแบบใกล้ชิด
ในกฎหมายมหาชน และ กฎหมายเอกชน ตัวบทกฎหมายที่ถือว่า เป็นกฎหมายระดับสูงและใหญ่ กว้างครอบทุกองค์กรที่จะต้องดำเนินการภายใต้กฎหมายได้แก่ กฎหมายรัฐธรรมนูญ แต่ส่วนที่เป็นกฎหมายที่บุคคลจะต้องมีความเกี่ยวข้องได้แก่ กฎหมายปกครอง กฎหมายอาญา และกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยมีรายละเอียดดังนี้
1. กฎหมายปกครอง
กฎหมายปกครอง (Administrative Law) เป็นกฎหมายมหาชนที่กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการจัดระเบียบองค์กรของรัฐ อำนาจหน้าที่ของหน่วยงานทางปกครอง และความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชน โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดินเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส เป็นธรรม และคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนจากการใช้อำนาจของฝ่ายปกครอง
กฎหมายปกครองมีบทบาทสำคัญในการควบคุมการใช้อำนาจของหน่วยงานของรัฐ เช่น กระทรวง ทบวง กรม องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ และเจ้าหน้าที่ของรัฐ ให้ปฏิบัติหน้าที่ภายใต้กรอบของกฎหมาย หลักสำคัญของกฎหมายปกครอง คือ หลักนิติรัฐ (Rule of Law) ซึ่งกำหนดให้การกระทำของฝ่ายปกครองต้องมีกฎหมายให้อำนาจและต้องไม่ขัดต่อกฎหมาย หากหน่วยงานของรัฐใช้อำนาจเกินขอบเขตหรือกระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ประชาชนผู้ได้รับความเสียหายสามารถใช้สิทธิร้องเรียนหรือฟ้องร้องต่อศาลปกครองได้
สาระสำคัญของกฎหมายปกครองประกอบด้วยหลายประเด็น ได้แก่ องค์กรทางปกครอง ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีอำนาจในการบริหารราชการแผ่นดิน เจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งเป็นผู้ใช้อำนาจทางปกครองในการปฏิบัติหน้าที่ และ การกระทำทางปกครอง ซึ่งหมายถึงการใช้อำนาจของรัฐที่มีผลกระทบต่อสิทธิหรือหน้าที่ของประชาชน เช่น การออกใบอนุญาต การเพิกถอนใบอนุญาต การสั่งปิดกิจการ หรือการกำหนดมาตรการต่าง ๆ เพื่อประโยชน์สาธารณะ
นอกจากนี้ กฎหมายปกครองยังครอบคลุมเรื่อง คำสั่งทางปกครอง ซึ่งเป็นการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่ที่มีผลเฉพาะบุคคล เช่น การอนุมัติ การอนุญาต หรือการลงโทษทางวินัย รวมทั้ง สัญญาทางปกครอง ซึ่งเป็นสัญญาที่หน่วยงานของรัฐทำขึ้นเพื่อจัดทำบริการสาธารณะหรือดำเนินกิจกรรมเพื่อประโยชน์ของประชาชน เช่น สัญญาสัมปทาน สัญญาจ้างก่อสร้างโครงการของรัฐ และสัญญาจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ
ในประเทศไทย กฎหมายปกครองได้รับการพัฒนาอย่างเป็นระบบภายหลังการจัดตั้ง ศาลปกครอง ตามรัฐธรรมนูญและการตรา พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ซึ่งกำหนดให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีที่เกิดจากการกระทำของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ เพื่อให้ประชาชนได้รับความเป็นธรรมและสามารถตรวจสอบการใช้อำนาจของรัฐได้อย่างมีประสิทธิภาพ
กล่าวโดยสรุป กฎหมายปกครองเป็นกฎหมายที่มีความสำคัญต่อการบริหารประเทศและการคุ้มครองสิทธิของประชาชน เนื่องจากเป็นเครื่องมือในการกำหนดขอบเขตการใช้อำนาจของรัฐ สร้างความสมดุลระหว่างประโยชน์สาธารณะกับสิทธิของเอกชน และส่งเสริมให้การบริหารราชการแผ่นดินเป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และความยุติธรรม อันเป็นรากฐานสำคัญของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยและรัฐสมัยใหม่
ปัจจุบันศาลปกครองของประเทศไทยแบ่งออกเป็น 2 ระดับ ได้แก่
ระดับที่ 1 ศาลปกครองชั้นต้น
o มีทั้งศาลปกครองกลางและศาลปกครองภูมิภาค
o ทำหน้าที่พิจารณาคดีปกครองเป็นศาลแรก
o รับฟ้องคดีที่เกิดจากการกระทำทางปกครองของหน่วยงานรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ
ระดับที่ 2 ศาลปกครองสูงสุด
o เป็นศาลสูงสุดในคดีปกครอง
o พิจารณาอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลปกครองชั้นต้น
o คำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดถือเป็นที่สุด
2. กฎหมายอาญา
ความหมายของกฎหมายอาญา กฎหมายอาญา หมายถึง กฎหมายที่กำหนดว่า การกระทำใดเป็นความผิด และกำหนดบทลงโทษสำหรับผู้ที่กระทำความผิดนั้น
วัตถุประสงค์สำคัญของกฎหมายอาญา คือ
1. คุ้มครองความสงบเรียบร้อยของสังคม
2. ป้องกันมิให้บุคคลกระทำความผิด
3. ลงโทษผู้กระทำความผิด
4. สร้างความยุติธรรมให้แก่ผู้เสียหาย
โครงสร้างของประมวลกฎหมายอาญา ประมวลกฎหมายอาญาของไทยแบ่งออกเป็น 3 ภาค ได้แก่
ภาค 1 บทบัญญัติทั่วไป กำหนดหลักการพื้นฐานของกฎหมายอาญา เช่น
• ความรับผิดทางอาญา
• เหตุยกเว้นความผิด
• เหตุยกเว้นโทษ
• การพยายามกระทำความผิด
ภาค 2 ความผิด กำหนดลักษณะความผิดประเภทต่าง ๆ เช่น
• ความผิดเกี่ยวกับชีวิตและร่างกาย
• ความผิดเกี่ยวกับทรัพย์
• ความผิดเกี่ยวกับเพศ
• ความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงของรัฐ
ภาค 3 ลหุโทษ เป็นความผิดที่มีลักษณะไม่ร้ายแรงมาก เช่น
• การส่งเสียงอื้ออึงรบกวนผู้อื่น
• การกระทำที่กระทบต่อความสงบเรียบร้อยเล็กน้อย
ประเภทของความผิดทางอาญา
ความผิดทางอาญาแบ่งออกเป็น 2 ประเภท
1. ความผิดต่อแผ่นดิน เป็นความผิดที่กระทบต่อสังคมและประโยชน์สาธารณะโดยรวม
ตัวอย่าง เช่น
• ฆ่าคนตาย
• ปล้นทรัพย์
• ค้ายาเสพติด
• วางเพลิง
แม้ผู้เสียหายจะไม่ร้องทุกข์ รัฐก็สามารถดำเนินคดีได้
2. ความผิดอันยอมความได้ เป็นความผิดที่กระทบต่อผู้เสียหายโดยตรง และสามารถตกลงยอมความกันได้ ตัวอย่าง เช่น
• หมิ่นประมาท
• ทำร้ายร่างกายเล็กน้อยบางกรณี
• ความผิดเกี่ยวกับทรัพย์บางประเภท
หากผู้เสียหายยินยอมยุติเรื่อง คดีก็สามารถระงับได้ตามกฎหมาย
หลักสำคัญของกฎหมายอาญา
หลักพื้นฐานที่สำคัญที่สุดของกฎหมายอาญา คือ “ไม่มีความผิด และไม่มีโทษ หากไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้” หมายความว่า บุคคลจะถูกลงโทษได้ต่อเมื่อมีกฎหมายกำหนดไว้ก่อนว่าการกระทำนั้นเป็นความผิด และกฎหมายอาญาจะไม่ใช้บังคับย้อนหลังไปเป็นโทษแก่ผู้กระทำความผิด หลักการนี้เป็นหลักประกันสิทธิเสรีภาพของประชาชน และเป็นรากฐานสำคัญของรัฐที่ปกครองด้วยกฎหมาย (Rule of Law)
โทษทางอาญา ประมวลกฎหมายอาญากำหนดโทษไว้ 5 สถาน ได้แก่
1. ประหารชีวิต
2. จำคุก
3. กักขัง
4. ปรับ
5. ริบทรัพย์สิน
โทษแต่ละประเภทจะถูกกำหนดตามความร้ายแรงของการกระทำความผิด โดยศาลจะพิจารณาลงโทษตามข้อเท็จจริงและบทบัญญัติของกฎหมาย
ดังนั้น กฎหมายเป็นกฎเกณฑ์ที่รัฐกำหนดขึ้นเพื่อควบคุมความประพฤติของคนในสังคมให้สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข โดยมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับศีลธรรมซึ่งเป็นพื้นฐานของความดีและความถูกต้อง กฎหมายแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ กฎหมายเอกชน กฎหมายมหาชน และกฎหมายระหว่างประเทศ ส่วนกฎหมายอาญาเป็นกฎหมายมหาชนที่มีบทบาทสำคัญในการกำหนดความผิดและบทลงโทษ เพื่อคุ้มครองสังคม รักษาความสงบเรียบร้อย และอำนวยความยุติธรรมให้แก่ประชาชนทุกคน
3. กฎหมายแพ่งและพาณิชย์
ความหมายของกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
กฎหมายแพ่งและพาณิชย์เป็นกฎหมายเอกชนที่กำหนดความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลกับบุคคล หรือระหว่างเอกชนด้วยกัน โดยคู่กรณีมีฐานะเท่าเทียมกันตามกฎหมาย มุ่งคุ้มครองสิทธิ หน้าที่ และผลประโยชน์ของบุคคลในด้านทรัพย์สิน ครอบครัว การทำสัญญา และการประกอบธุรกิจ
กฎหมายแพ่งและพาณิชย์แตกต่างจากกฎหมายอาญา กล่าวคือ กฎหมายอาญามุ่งลงโทษผู้กระทำความผิดเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคม ส่วนกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มุ่งเยียวยาความเสียหายและแก้ไขข้อพิพาทระหว่างคู่กรณีให้ได้รับความเป็นธรรม
ตัวอย่างเช่น
• การซื้อขายสินค้า
• การกู้ยืมเงิน
• การเช่าบ้าน
• การทำสัญญาจ้างงาน
• การสมรสและการหย่า
• การรับมรดก
• การประกอบธุรกิจ
ล้วนเป็นเรื่องที่อยู่ภายใต้กฎหมายแพ่งและพาณิชย์
โครงสร้างของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของไทยแบ่งออกเป็น 6 บรรพ ดังนี้
บรรพ 1 หลักทั่วไป กำหนดหลักพื้นฐานทางกฎหมายที่ใช้กับบุคคลทุกคน เช่น
• สภาพบุคคล
• การใช้สิทธิ
• นิติกรรม
• สัญญา
• การนับระยะเวลา
เป็นหลักเกณฑ์พื้นฐานที่ใช้บังคับกับกฎหมายแพ่งทั้งหมด
บรรพ 2 หนี้ กำหนดความสัมพันธ์ที่บุคคลหนึ่งมีหน้าที่ต้องชำระหรือกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งให้แก่อีกบุคคลหนึ่ง ตัวอย่าง เช่น
• การกู้ยืมเงิน
• การซื้อขายสินค้า
• การชดใช้ค่าเสียหายจากการละเมิด
เช่น นาย ก. ยืมเงินนาย ข. จำนวน 10,000 บาท นาย ก. มีหน้าที่ชำระหนี้คืนตามกำหนด
บรรพ 3 เอกเทศสัญญา กำหนดรายละเอียดของสัญญาประเภทต่าง ๆ ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น
• สัญญาซื้อขาย
• สัญญาเช่าทรัพย์
• สัญญาเช่าซื้อ
• สัญญากู้ยืม
• สัญญาจ้างแรงงาน
• สัญญาค้ำประกัน
• สัญญาประกันภัย
บรรพนี้ถือเป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของประชาชนมากที่สุด
บรรพ 4 ทรัพย์สิน กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับกรรมสิทธิ์และสิทธิในทรัพย์สิน
ตัวอย่าง เช่น
• การเป็นเจ้าของที่ดิน
• การครอบครองทรัพย์สิน
• ภาระจำยอม
• สิทธิเก็บกิน
มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินของประชาชน
บรรพ 5 ครอบครัว กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับความสัมพันธ์ในครอบครัว เช่น
• การหมั้น
• การสมรส
• สิทธิและหน้าที่ของสามีภริยา
• อำนาจปกครองบุตร
• การรับบุตรบุญธรรม
• การหย่า
กฎหมายส่วนนี้ช่วยสร้างความมั่นคงให้แก่สถาบันครอบครัว
บรรพ 6 มรดก กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการตกทอดทรัพย์สินของผู้เสียชีวิตไปยังทายาท
ตัวอย่าง เช่น
• การทำพินัยกรรม
• การแบ่งมรดก
• ลำดับทายาทโดยธรรม
• ผู้จัดการมรดก
เพื่อให้การโอนทรัพย์สินของผู้เสียชีวิตเป็นไปอย่างถูกต้องและเป็นธรรม
หลักสำคัญของกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
กฎหมายแพ่งและพาณิชย์มีหลักสำคัญ ดังนี้
1. หลักความเสมอภาคของคู่กรณี คู่กรณีทุกฝ่ายมีฐานะเท่าเทียมกันตามกฎหมาย ไม่มีฝ่ายใดมีอำนาจเหนือกว่าอีกฝ่ายหนึ่ง
2. หลักเสรีภาพในการทำนิติกรรมและสัญญา บุคคลมีสิทธิที่จะตกลงทำสัญญากันได้โดยเสรี ตราบเท่าที่ไม่ขัดต่อกฎหมาย ความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน
3. หลักความสุจริต การใช้สิทธิและการปฏิบัติตามสัญญาต้องกระทำโดยสุจริต ไม่เอาเปรียบหรือหลอกลวงผู้อื่น
4. หลักการชดใช้ค่าเสียหาย ผู้ที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นโดยผิดกฎหมายต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหาย
ความแตกต่างระหว่างกฎหมายแพ่งกับกฎหมายอาญา
กฎหมายแพ่ง กฎหมายอาญา
คุ้มครองสิทธิส่วนบุคคล คุ้มครองสังคมและความสงบเรียบร้อย
เป็นข้อพิพาทระหว่างเอกชน เป็นความผิดที่กระทบต่อรัฐและสังคม
มุ่งเยียวยาความเสียหาย มุ่งลงโทษผู้กระทำผิด
โทษส่วนใหญ่เป็นการชดใช้ค่าเสียหาย มีโทษจำคุก ปรับ หรือประหารชีวิต
ผู้เสียหายเป็นผู้ฟ้องคดีเป็นหลัก รัฐเป็นผู้ดำเนินคดีผ่านพนักงานอัยการ
ตัวอย่างเช่น
• นาย ก. ขับรถชนรถของนาย ข. ได้รับความเสียหาย ต้องชดใช้ค่าซ่อมรถ เป็นเรื่องของกฎหมายแพ่ง
• หากนาย ก. ขับรถโดยประมาทจนผู้อื่นได้รับบาดเจ็บสาหัส อาจมีความผิดตามกฎหมายอาญาด้วย
ดังนั้น การกระทำเพียงครั้งเดียวอาจก่อให้เกิดความรับผิดทั้งทางแพ่งและทางอาญาพร้อมกันได้
ดังนั้น กฎหมายแพ่งและพาณิชย์เป็นกฎหมายเอกชนที่กำหนดความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลกับบุคคล มุ่งคุ้มครองสิทธิ หน้าที่ และผลประโยชน์ของประชาชนในด้านทรัพย์สิน ครอบครัว มรดก และการทำสัญญาต่าง ๆ โดยแบ่งออกเป็น 6 บรรพ ได้แก่ หลักทั่วไป หนี้ เอกเทศสัญญา ทรัพย์สิน ครอบครัว และมรดก กฎหมายประเภทนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการดำเนินชีวิตประจำวันของประชาชน และเป็นรากฐานสำคัญของการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสงบสุขและเป็นธรรม