1. Home
  2. Docs
  3. ฟิสิกส์ในอุตุนิยมวิทยา

ฟิสิกส์ในอุตุนิยมวิทยา

ฟิสิกส์ในอุตุนิยมวิทยา

อุตุนิยมวิทยา หรือวิทยาศาสตร์ที่ว่าด้วยเรื่องสภาพอากาศ แท้จริงแล้วคือ “ฟิสิกส์ของชั้นบรรยากาศ” (Atmospheric Physics) ที่ประยุกต์ใช้กฎทางฟิสิกส์มาอธิบาย ควบคุม และพยากรณ์การเปลี่ยนแปลงของอากาศรอบโลกครับ
หากไม่มีวิชาฟิสิกส์ เราจะไม่สามารถเข้าใจได้เลยว่าทำไมฝนถึงตก ลมพัดไปทางไหน หรือพายุเกิดขึ้นได้อย่างไร โดยมีหลักการฟิสิกส์สำคัญที่ทำงานอยู่เบื้องหลังดังนี้ครับ:

1. การเกิดลมและพายุ (อุณหพลศาสตร์และความดัน – Thermodynamics & Pressure)
  • หลักการฟิสิกส์: เมื่อแสงอาทิตย์ตกกระทบผิวโลกไม่เท่ากัน พื้นผิวที่ร้อนกว่าจะทำให้อากาศเหนือบริเวณนั้นขยายตัว ความหนาแน่นลดลง และลอยตัวสูงขึ้น (เกิดเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำ) ส่วนอากาศจากบริเวณที่เย็นกว่า (ซึ่งมีความหนาแน่นสูงและเป็นหย่อมความกดอากาศสูง) จะไหลเข้ามาแทนที่
  • ผลในชีวิตประจำวัน: การเคลื่อนที่ของมวลอากาศเนื่องจากความต่างของความดันและอุณหภูมินี้ ก็คือ “ลม” และหากความต่างนี้รุนแรงมาก ก็จะพัฒนาไปเป็นพายุนั่นเอง
2. ทิศทางการหมุนของพายุ (แรงคอริออลิส – Coriolis Force)
  • หลักการฟิสิกส์: เนื่องจากโลกของเราหมุนรอบตัวเองตลอดเวลา ทำให้เกิดแรงเสมือนทางฟิสิกส์ที่เรียกว่า แรงคอริออลิส
  • ผลในชีวิตประจำวัน: แรงนี้จะเบี่ยงทิศทางการไหลของลม ส่งผลให้พายุหมุนในซีกโลกเหนือ (เช่น พายุไต้ฝุ่นในบ้านเรา) หมุนในทิศทางทวนเข็มนาฬิกา ส่วนพายุในซีกโลกใต้จะหมุนตามเข็มนาฬิกา
3. การเกิดเมฆและฝน (การเปลี่ยนสถานะของสสารและความร้อนแฝง – Latent Heat)
  • หลักการฟิสิกส์: เมื่อน้ำจากแหล่งน้ำได้รับความร้อนจะระเหยกลายเป็นไอออนลอยขึ้นสู่เบื้องบน เมื่อไอน้ำลอยสูงขึ้นไปเจออากาศที่เย็นกว่า อุณหภูมิจะลดลงจนถึง “จุดน้ำค้าง” (Dew Point) ทำให้เกิดการควบแน่นกลายเป็นหยดน้ำเล็กๆ ซึ่งก็คือเมฆ
  • ผลในชีวิตประจำวัน: ในกระบวนการควบแน่นนี้ ไอจะคาย “ความร้อนแฝง” ออกมาสู่บรรยากาศรอบๆ ซึ่งความร้อนแฝงนี้เองที่เป็นพลังงานขับเคลื่อนให้เมฆก่อตัวหนาแน่นขึ้นเรื่อยๆ จนหนักเกินกว่าจะพยุงไว้ได้ แล้วตกลงมาเป็นฝน
4. การพยากรณ์อากาศด้วยคอมพิวเตอร์ (พลศาสตร์ของไหล – Fluid Dynamics)
  • หลักการฟิสิกส์: นักอุตุนิยมวิทยามองว่าชั้นบรรยากาศของโลกเป็น “ของไหล” (Fluid) ขนาดใหญ่ขนาดยักษ์ ดังนั้น การพยากรณ์อากาศในปัจจุบันจึงใช้สมการทางฟิสิกส์ที่ซับซ้อน เช่น สมการนาเวียร์-สโตกส์ (Navier-Stokes equations) เพื่อคำนวณการไหลเวียนของลม ความชื้น และความร้อน
  • ผลในชีวิตประจำวัน: ซูเปอร์คอมพิวเตอร์จะคำนวณสมการฟิสิกส์เหล่านี้ล่วงหน้า ทำให้เรามีกราฟิกพยากรณ์อากาศที่แม่นยำให้ดูในข่าวทุกวันนี้
5. เรดาร์และดาวเทียมตรวจอากาศ (คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า – Electromagnetism)
  • หลักการฟิสิกส์: นักอุตุนิยมวิทยาใช้ เรดาร์โดปเปลอร์ (Doppler Radar) ส่งคลื่นวิทยุออกไปกระทบกับหยดน้ำฝนในก้อนเมฆ เมื่อคลื่นสะท้อนกลับมา ความถี่ของคลื่นที่เปลี่ยนไป (Doppler Effect) จะบอกได้ว่ากลุ่มฝนกำลังเคลื่อนที่ด้วยความเร็วเท่าใดและไปทิศทางไหน